วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ทรัพยากรธรรมชาติปากพนัง
เกาะกระ แดนสวรรค์นักท่องเที่ยว-ยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแหล่งวางไข่เต่าทะเล คณะสำรวจหมู่เกาะกระ อ.หัวไทร จ.นครศณีธรรมราช นำโดย นายสมนึก เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายสุเทพ เกื้อสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.นครศรีธรรมราช นางศูลีพร เสรีวิวัฒนา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.สุพจน์ จันทราภรณ์ศิลป์ ผู้อำนวยการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งช่วงอ่าวไทยตอนล่าง ได้เดินทางไปสำรวจเกาะกระ“ระหว่างวันที่ 2-3 มิ.ย. 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนำมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวทางทะเล รวมทั้งหามาตรการในการควบคุมป้องกันการทำลายทรัพยาการธรรมชาติบนเกาะกระ และบริเวณรอบ ๆ เกาะกระ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้นักวิชาการสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำการสำรวจ ”เกาะกระ” จ.นครศรีธรรมราช เพื่อยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับท้องถิ่น เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติและระดับนานาชาติ พบว่าเกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช มีความสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางทะเล และเกาะกระเป็นเกาะมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีหาดทรายยาวประมาณ 150 มีแนวปะการังกว่า 400 ไร่ เมตร มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดของอ่าวไทย โดยพบปะการังแปรงล้างขวดหลายชนิด เช่น ชนิด” Acroporalongicyathus, Acropora nana, Acropora copiosa และ Acropora exquista” ที่จะอยู่ในน้ำทะเลที่คุณภาพดี น้ำใสสะอาดเท่านั้น “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทำการสำรวจตรวจพบว่าบริเวณหมู่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่หากจากแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง ประมาณ 65 กิโลเมตร ห่างจาก อ.หัวไทร ประมาณ 60 กิโลเมตร แม้จะมีระยะทางไกลแต่สามารถเดินทางไปเกาะกระได้จากพื้นที่หลายจังหวัดที่พื้นที่ติดแนวชายฝั่งอ่าวไทย เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลหลายชนิด เช่น เต่าตนุ เต่ามะเฟือง เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าหัวค้อน โดยเต่าทะเลในไทยอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเป็นที่สุดเพราะเหลือจำนวนพ่อพันธุ์แม่พันธ์ที่พบไม่ถึง 500 ตัว เนื่อง จากชายหาดที่เป็นที่วางไขถูกบุกรุกโดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และในปัจจุบันเหลือสถานที่วางไข่ของเต่าทะเลเพียงไม่กี่แห่ง โดยที่ยังสมบูรณ์ที่สุดคือที่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช “ โดยเฉพาะ ”เต่าตนุ” ซึ่งเป็นเต่ากระดองแข็งเป็นสัตว์สงวนและคุ้มครองอยู่ ในบัญชีอนุสัญญาไซเตสบัญชี 1 ซึ่งถือว่าใกล้สูญพันธ์ เมื่อโตเต็มที่เต่าตนุจะมีขนาดกระดอง 90-100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 110-180 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีแนวป่าชายเลนที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหายากหลากหลายชนิด “กรมทรัพยากรทางทะเลทำจัดทำแผนอนุรักษ์แหล่งวางไข่ของเต่าทะเลแบบยั่งยืนต่อจาการอนุรักษ์ และเพาะพันธุ์เต่าทะเลเพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติที่เกาะมันใน โดยได้เสนอต่อที่ประชุมอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพครั้งที่ 5 ที่ประเทศเยอรมนี เกี่ยวกับกิจกรรมการอนุรักษ์แหล่งวางไข่เต่าทะเลเป็นโครงการเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตโลกอนุรักษ์แหล่งวางไขเต่าทะเล และได้เสนอให้เกาะกระเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่างประเทศ (Ramsar Site) ประเภทพื้นที่คุ้มครองทางทะเล โดยเกาะกระมีชายหาดที่เต่าทะเลขึ้นมากวางไข่มากที่สุด เพื่ออนุรักษ์แหล่งวางไข่เต่าทะเลอีกแห่งหนึ่งในเมืองไทย เพราะโดยภาพรวมเกาะกระยังห่างไกลจากการรบกวนโดยกิจกรรมของมนุษย์ “ซึ่งการเสนอให้ ”เกาะกระ”เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันรองรับเป็นกรณีพิเศษโดยจะครอบคลุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเลและชายหาด ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล เป็นต้น ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการควบคุมมิให้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมากเกินความจำเป็นเนื่องจากเราไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมดูแลและป้องกันรวมทั้งการลงโทษผู้กระทำผิดประกอบกับกำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากชมรมอนุรักษ์ทางทะเล ชาวประมงพื้นบ้าน และชุมชนในพื้นที่ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลช่วยกันสอดส่องดูแล โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะทำหน้าที่ในการประสานงานให้คำแนะนำในการบริหารจัดการควบคู่กับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้า คาดว่าคงใช้ผ่านขั้นตอนและมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยภายหลังออกประกาศแล้ว ต้องมีแผนรองรับที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการจับจองหรือเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สำหรับ“หมู่เกาะกระ” ประกอบด้วย เกาะ 3 เกาะ และเกาะบริวารอีก 2 เกาะ คือ เกาะกลาง และเกาะเล็ก และเกาะขนาดเล็กอีก 1 เกาะ ชาวบ้านเรียกว่า”กองหิน” ซึ่งเกาะที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นภูเขาสูงไร้ประโยชน์ มีแนวหาดทรายสั้น ๆ อยู่ทางทิศตะวันตก ในส่วนที่กองหินที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอยู่ปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งในพื้นที่ของเกาะกลาง และเกาะเล็กไม่มีส่วนที่เป็นพื้นที่ราบเลย จุดหัวเกาะกระ จุดนี้สามารถมองเห็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่พักอาศัยของปลากะพงแดงขนาดใหญ่ เนื่องจากบริเวณนี้จะมีหินใต้น้ำและกอปะการังแข็ง น้ำขุ่น จึงไม่เหมาะแก่การดำน้ำ แต่เป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยของปลากะพงแดงสำหรับกองหินในส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ทางบริษัทโปรเฟสชั่นแนลไดเวอร์ ผู้บุกเบิกหมู่เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งดำน้ำเรียกหินกองนี้ว่า "กองหินโปรไดฟ์" ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับ”กองหินริเชลิว” หรือหินแดงทางฝั่งอันดามัน สำหรับกองหินโปรไดฟ์ หรือกองหินเกาะกระนี้เป็นจุดที่ดีที่สุดในการดำน้ำใต้ทะเลลึก โดยจุดนี้น้ำทะเลใส มากมายไปด้วยฝูงปลานานาชนิดที่ว่ายวนเวียนไปมามากมายนับพันนับหมื่นตัว มีทั้งฝูงปลากะพงแดงขนาดใหญ่ ฝูงปลากะพงว่ายฉวัดเฉวียนไปมา แต่ที่มากที่สุดคือ ปลาข้างเหลือง ในส่วนปะการังหลักของที่นี่เป็นปะการังแข็งที่มีลักษณะเหมือนดอกไม้ดอกใหญ่ กางกลีบดอกออกกว้างขวางมากมาย ซ้อนทับกันสวยงามมาก ซึ่งหากดำน้ำลึกลงไปกว่านี้น้ำทะเลจะเริ่มขุ่น และขุ่นมากขึ้น ผู้ที่ดำน้ำชมความงามของปะการังและฝูงปลาที่ความลึกระดับนี้ดีที่สุด ใกล้ ๆ บริเวณนี้จะเป็นลานทรายกว้าง ซึ่งสามารถพบเห็นปูเสฉวน ซึ่งเป็นปูที่แปลกกว่าปูชนิดอื่น ๆ คือ มีส่วนลำตัวนิ่ม ไม่มีเปลือกแข็งของตัวเอง ปูเสฉวนจึงต้องหาเปลือกหอยมาเป็นเกราะกำบังส่วนที่อ่อนนิ่ม และจะต้องเอาเปลือกหอยนี้ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา แม้กระทั่งลอกคราบเมื่อมีศัตรูเข้ามาปูเสฉวนจะทำปฏิกริยาเช่นเดียวกับเต่า คือ หดอวัยวะทั้งหมดเข้าไปในเปลือกหอย ปูเสฉวนจะทิ้งเปลือกก็ต่อเมื่อตัวของมันโตขึ้นและพบเปลือกที่เหมาะสมกว่าอันเดิมสำหรับเกาะกลาง จุดหัวเกาะด้านทิศตะวันตก จะพบปะการังแข็งรูปกลีบดอกไม้ซ้อนกันเป็นชั้นๆ แน่นขนัด นับเป็นจุดที่มีปะการังแข็งสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มหวีทะเลสีแดงมากมาย หลายต้น บางจุดหวีทะเลเรียงซ้อนกันแน่นดูสวยงามมาก แต่ตรงบริเวณนี้น้ำทะเลค่อนข้างไหลแรง ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของเกาะกลาง เป็นกองหินใต้น้ำเล็กๆมีแส้ทะเลชูเส้นแส้เหยียดยาวขึ้นไปเป็นจุดๆ และใกล้ๆกันนั้น มีแนวกองหินขนาดใหญ่ บนยอดหินมีกลุ่มปะการังแข็งรูปกลีบดอกไม้ขึ้นอยู่มากมาย มากมายไปด้วยฝูงปลาที่ว่ายฉวัดเฉวียนไปมา โดยเฉพาะปลาข้างเหลือง นอกจากนี้ยังสามารถพบเห็นปลาช่อนทะเลขนาดใหญ่(บางตัวใหญ่ขนาดตัวเท่าคน) รวมทั้งทากทะเลขนาดใหญ่ และที่ระดับน้ำความลึกประมาณ 30 ฟุต ยังสามารถพบเห็นแมงกะพรุนตัวเล็กๆ ลอยตามกระแสน้ำนับแสนนับล้านตัว มีทั้งแมงกะพรุนใส ๆ ธรรมดา และแมงกะพรุนข้างนอกใสข้างในเป็นน้ำตาลออกแดง หรือที่เรียกว่า ”แมงกะพรุนไฟ” แมงกะพรุนเป็นสัตว์ทะเลที่ถูกจัดเข้าอยู่ในจำพวกเดียวกันกับปะการัง เพียงแต่ไม่มีโครงสร้างหินปูนอยู่ในตัวเท่านั้น แมงกะพรุนมีด้วยกันมากมายหลายแบบหลายขนาด ทุกแบบทุกขนาดมีพิษอยู่ที่หนวดยาว ตั้งแต่พิษแค่แสบ ๆ คัน ๆ ไปจนถึงพิษที่ถึงตายได้หากรักษาไม่ทันแต่ทะเลไทยยังไม่พบแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรงขนาดนั้น เรามักพบแมงกะพรุนมากหลังจากที่เกิดลมพายุฝนตกหนัก เพราะหลังจากฝนตก สภาพความเป็นกรดด่างและจำนวน”แพลงตอน”ในทะเลก็เปลี่ยนไปในทางที่เอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของแมงกะพรุนในส่วนของ”เกาะเล็ก”มีแนวปะการังเขากวางใหญ่สุดลูกหูลูกตาขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลและเมื่อดำน้ำลงไป ความลึกก็จะค่อยตื้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในปัจจุบันเกาะกระนับเป็นแดนสวรรค์ของนักดำน้ำและตกปลาที่นิยมเดินทางไปทำกิจกรรมกันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักตกปลาเล่าลือกันว่าพื้นที่รอบ ๆ เกาะกระ เป็นแหล่งที่มีปลาและสัตว์น้ำหลากหลายชนิดที่หายากและชุกชุมมากที่สุด และสัตว์น้ำขนาดใหญ่กว่าที่อื่น ๆ โดยปลาขนาดใหญ่หลายชนิดน้ำหนักตัวละนับ 100 กิโลกรัมซึ่งนักตกปลาตกได้ ส่วนเต่าทะเลจะมีน้ำหนักตัวละเกือบ 200 กิโลกรัม นอกจากนี้นักตกปลายังเล่าลือกันว่ารอบ ๆ เกาะกระเป็นแหล่งอาศัยของปลาดุกและปลาช่อนทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทะเลอ่าวไทย ทำให้นักตกปลาทั่วประเทศให้ความสนใจและคาดหวังจะได้มีโอกาสเดินทางไปตกปลาที่เกาะกระในวันที่คณะเดินทางไปนั้นนับว่าโชคดีมากเราได้เห็นเต่า ตนุ 3 ตัวขึ้นมาวางไข่ให้เราเห็นนับว่าเป็นโชคดีมากๆ สำหรับการสำรวจครั้งนี้ ซึ่งการเดินทางจาก จ.นครศรีธรรมราชไปยังเกาะกระเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดซึ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 12-15 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวเกาะกระ จากพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช และจากพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ ภาคกลาง หรือจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ต่างจัดโปรแกรมท่องเที่ยว ”เกาะกระ” และทยอยเดินทางไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เการะกระอยู่ในสภาพเริ่มเสื่อมโทรมเนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้าไปดำน้ำดูปะการังโดยขาดความรู้ ความเข้าใจและขาดความชาญในการว่ายน้ำจึงเหยียบปะการังเสียหายยับเยิน และยังถูกชาวบ้านบุกรุกทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับความเสียหายไม่น้อย นอกจากนี้ยังพบเรื่องที่น่าว่ามีการจับสัตว์น้ำโดยเฉพาะเต่าทะเลขนาดใหญ่กินเป็นอาหารด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังและควบคุมอย่างใกล้ชิด ก่อนที่เกาะกระจะเสีย
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น