โฟโต้ทรานซิสเตอร์
เป็นทรานซิสเตอร์ที่รวมเอาโฟโต้ไดโอดมาไว้ภายในตัวถังเดียวกัน ดังแสดงในรูปที่ 1 โดยโฟโต้ไดโอดทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวไบแอสให้แก่ขาเบสของทรานซิสเตอร์ เมื่อมีแสงมาตกกระทบ โฟโต้ไดโอดจะนำกระแส ทำให้มีกระแสไหลที่ขาเบส ทรานซิสเตอร์จึงสามารถนำกระแสได้
ในเรื่องของกระแสรั่วไหล โฟโต้ทรานซิสเตอร์จะมีมากกว่าโฟโต้ไดโอดเล้กน้อยแต่ ถ้าเป็นช่วงนำกระแสแล้วจะเกิดกระแสไหลสูงกว่ามากเป็นหน่วยมิลลิแอมป์ แต่อย่างไรก็ตามความ เร็วในการทำงานของโฟโต้ทรานซิสเตอร์แม้จะเร็วกว่า LDR แต่ก็ช้ากว่าโฟโต้ไดโอด ทำให้โฟโต้ ทรานซิสเตอร์สามารถทำงานได้ที่ความถี่ไม่เกิน 100 กิโลเฮิรตซ์ แต่มีข้อดีในแง่ของกระแสเอาต์พุต ที่สูงกว่า ข้อดีของโฟโต้ทรานซิสเตอร์
- สามารถเชื่อมต่อกับโหลดขนาดเล็กได้โดยตรง
- ทำงานได้เร็ว ข้อเสียโฟโต้ทรานซิสเตอร์
- ทำงานไม่เป็นเชิงเส้น
- ไวต่ออุณหภูมิ
เจเฟต ( JFET)
เจเฟตชนิดเอ็นแชนแนล JFET ชนิด N แชนแนลแบบเบื้องต้น ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด N เป็นสารกึ่งตัวนำตอนใหญ่ และมีสารกึ่งตัวนำชนิด P ตอนเล็กสองตอน ประกอบร่วมด้านข้าง ใช้การต่อเชื่อมกันแบบแพร่กระจาย ( Deffused ) โครงสร้างและสัญลักษณ์แสดงดังรูป
JFET ชนิด N แชนแนล
จากรูป เป็นโครงสร้างและสัญลักษณ์ของ JFET ชนิด N แชนแนล รูป (ก) เป็นโครงสร้างของ JFET ชนิด N แชนแนล ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำตอนใหญ่ชนิด N มีขาต่ออกมาใช้งาน 2 ขา คือ ขาเดรน ( Drain ) หรือ D และขาซอส ( Source ) หรือ S ส่วนของเดรนและซอสนี่เองเป็นส่วนที่บอกถึงแชนแนลของ JFET และด้านข้างมีสารกึ่งตัวนำชนิด P ตอนเล็ก 2 ตอน ประกอบร่วมอยู่ มีขาต่อออกมาเป็นขาเกต ( Gate ) หรือ G
ส่วนรูป (ข) เป็นสัญลักษณ์ของ JFET ชนิด N แชนแนล มีหัวลูกศรชี้เข้าแสดงไว้ที่ขาเกต บอกให้ทราบว่าขาเกตเป็นสารชนิด P ( Positive ) (ใช้หลักการท่องจำบวกเข้า ลบออก เช่นเดียวกับทรานซิสเตอร์) ซึ่งจะเป็นสารชนิดตรงข้ามกับขาเดรนและขาซอส
การจ่ายไบอัสที่ถูกต้องให้ JFET ต้องจ่ายไบอัสดังนี้ จ่ายไบอัสตรงให้ขา S จ่ายไบอัสกลับให้ขา D กับขา G เทียบกับขา S ลักษณะวงจรไบอัสเบื้องต้น แสดงดังรูป
วงจรไบอัสเบื้องต้นของ JFET ชนิด N แชนแนล
จากรูป เป็นวงจรไบอัสเบื้องต้นของ JFET ชนิด N แชนแนล การทำงานของวงจรอธิบายได้ดังนี้ ถ้าจ่ายไบอัสให้เฉพาะขา D กับขา S ด้วยแรงดัน VDD จะมีกระแสเดรน ( ID ) ไหลผ่านระหว่างขา D กับขา S สูงมากกว่าค่าหนึ่ง กระแส ID ไหลคงที่ตลอดเวลา นั่นคือ JFET ทำงาน เมื่อจ่ายแรงดัน VGG เป็นลบให้ขา G เทียบกับขา S เป็นการจ่ายไบอัสกลับให้รอยต่อขา G กับขา S เหมือนกับการจ่ายแรงดันไบอัสให้กับไดโอด ทำให้เกิดดีพลีชันริจินขึ้นระหว่างรอยต่อ PN ดีพลีชันริจินนี้เป็นตัวขัดขวางการไหลของกระแส ID ที่ไหลระหว่างขา D กับขา S ให้ไหลได้น้อยลง ยิ่งจ่ายไบอัสกลับให้ขา G มากขึ้น ดีพลีชันริจินระหว่างรอยต่อ PN ยิ่งขว้างขึ้น ยิ่งเกิดการต้านกระแส ID ให้ไหลน้อยลง นั่นคือเกิดค่าความต้านทานระหว่างขา D กับขา S มีค่ามากขึ้น ค่าความต้านทานนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามค่าแรงดันไบอัสกลับที่ขา G กับขา S ทำให้กระแส ID ไหลเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กระแส ID ที่ไหลเปลี่ยนนี้สามารถควบคุมได้โดยการเปลี่ยนแปลงค่าแรงดัน VGG
เจเฟตชนิดพีแชนแนล
JFET ชนิด P แชนแนลเบื้องต้น ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด P เป็นสารกึ่งตัวนำตอนใหญ่ และมีสารกึ่งตัวนำชนิด N ตอนเล็กสองตอน ประกอบร่วมด้านข้างใช้การเชื่อมกันแบบแพร่กระจาย โครงสร้างและสัญลักษณ์แสดงดังรูป
JFET ชนิด P แชนแนล
จากรูป เป็นโครงสร้างและสัญลักษณ์ของ JFET ชนิด P แชนแนล ซึ่งคล้ายกับชนิด N แชนแนล แตกต่างเพียงใช้สารกึ่งตัวนำชนิดตรงกันข้าม และสัญลักษณ์มีหัวลูกศรชี้ออกที่ขา G เป็นการบอกให้ทราบว่าขา G เป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N ( Negative ) ซึ่งจะเป็นสารชนิดตรงข้ามกับขา D กับขา S การจ่ายไบอัสที่ถูกต้องให้ JFET ชนิด P แชนแนล ต้องจ่ายไบอัสในลักษณะเดียวกับชนิด N แชนแนล คือจ่ายไบอัสตรงให้ขา S จ่าไบอัสกลับให้ขา D กับขา G เทียบกับขา S ลักษณะวงจรไบอัสเบื้องต้น แสดงดังรูป
วงจรไบอัสเบื้องต้นของ JFET ชนิด P แชนแนล
จากรูป เป็นวงจรไบอัสเบื้องต้นของ JFET ชนิด P แชนแนล การทำงานของวงจรอธิบายได้ดังนี้ ถ้าจ่ายไบอัสให้เฉพาะขา D กับขา S ด้วยแรงดัน VDD จะมีกระแส ID ระหว่างขา S กับขา D สูงมากค่าหนึ่ง มีค่ากระแสคงที่ตลอดเวลา นั่นคือ JFET ทำงานเมื่อจ่ายแรงดัน VGG เป็นบวกให้ขา G เทียบกับขา S เป็นการจ่ายไบอัสกลับให้รอยต่อขา G กับขา S เหมือนกับการจ่ายไบอัสกลับให้ไดโอด ทำให้เกิดแบตเตอรี่สมมติหรือดีพลีชันริจินขึ้นระหว่างรอยต่อ PN ดีพลีชันริจินนี้เป็นตัวขัดขวางการไหลของกระแส ID ที่ไหลระหว่างขา S กับขา D ให้ไหลน้อยลง ยิ่งจ่ายไบอัสกลับให้ขา G มากขึ้น ดีพลีชันริจินระหว่างรอยต่อ PN จะยิ่งกว้างขึ้นยิ่งเกิดการต้านกระแส ID ให้ไหลน้อยลงไปอีก นั่นคือเกิดความต้านทานระหว่างขา D กับขา S ค่าความต้านทานนี้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กระแส ID ที่ไหลเปลี่ยนแปลงนี้สามารถควบคุมได้โดยการเปลี่ยนแปลงค่าแรงดัน VGG
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552
ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode)
ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode)
โครงสร้างและสัญลักษณ์ของซีเนอร์ไดโอด
ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode) เป็นไดโอดชนิดพิเศษที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รักษาแรงดันให้คงที่ มีโครงสร้างเหมือนไดโอดธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ไดโอดธรรมดาทั่วไปเมื่อทำการไบอัสกลับจนถึงค่าแรงดันเบรกดาวน์จะทำให้เกิดการเสียหายได้ ซีเนอร์ไดโอดเป็นไดโอดที่ผลิตจากสารซิลิกอนที่มีปริมาณความหนาแน่นของสารเจือปนในส่วนทั้งสองของสารพีและเอ็นมีค่าสูงกว่าปกติ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะทำให้ค่าแรงดันเบรกดาวน์สูง และค่าแรงดันเบรกดาวน์หรือแรงดันซีเนอร์สามารถกำหนดได้ด้วยการควบคุมความหนาแน่นของสารเจือปนและเมื่อให้ไบอัสกลับจะสามารถทนกระแสย้อนกลับได้สูงโดยไดโอดไม่เสียหาย แรงดันที่ตกค่อมตัวซีเนอร์ไดโอดจะเป็นตัวควบคุมและรักษาแรงดันให้คงที่
การใช้งานซีเนอร์ไดโอด
ซีเนอร์ไดโอดนำไปใช้งานหลายอย่างเช่น วงจรคลิป (Clipping Circuit) วงจรรักษาแรงดันให้คงที่ (Voltage Regulator Circuit) โดยเฉพาะในวงจรรักษาแรงดันให้คงที่ ดังรูปที่ 5 ในการต่อใช้งานทุกครั้งจะต้องมีความต้านทานต่ออนุกรมเสมอ เพื่อป้องกันกระแสไหลผ่านซีเนอร์ไดโอด (IZ) เกินค่าพิกัดซึ่งจะทำให้ชำรุดได้และตัวต้านทานที่ใช้จะต้องมีการคำนวณหาค่าความต้านทานที่เหมาะสมวงจรจึงจะทำงานได้ดี
ตารางคุณสมบัติของซีเนอร์ไดโอด การที่จะนำซีเนอร์ไดโอดมาใช้งานจำเป็นจะต้องทราบพิกัดต่างๆ ของซีเนอร์ไดโอดเช่น แรงดันซีเนอร์, อัตราทนกำลังไฟสูงสุด
โครงสร้างและสัญลักษณ์ของซีเนอร์ไดโอด
ซีเนอร์ไดโอด (Zener Diode) เป็นไดโอดชนิดพิเศษที่สร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รักษาแรงดันให้คงที่ มีโครงสร้างเหมือนไดโอดธรรมดาทั่วๆ ไป แต่ไดโอดธรรมดาทั่วไปเมื่อทำการไบอัสกลับจนถึงค่าแรงดันเบรกดาวน์จะทำให้เกิดการเสียหายได้ ซีเนอร์ไดโอดเป็นไดโอดที่ผลิตจากสารซิลิกอนที่มีปริมาณความหนาแน่นของสารเจือปนในส่วนทั้งสองของสารพีและเอ็นมีค่าสูงกว่าปกติ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวจะทำให้ค่าแรงดันเบรกดาวน์สูง และค่าแรงดันเบรกดาวน์หรือแรงดันซีเนอร์สามารถกำหนดได้ด้วยการควบคุมความหนาแน่นของสารเจือปนและเมื่อให้ไบอัสกลับจะสามารถทนกระแสย้อนกลับได้สูงโดยไดโอดไม่เสียหาย แรงดันที่ตกค่อมตัวซีเนอร์ไดโอดจะเป็นตัวควบคุมและรักษาแรงดันให้คงที่
การใช้งานซีเนอร์ไดโอด
ซีเนอร์ไดโอดนำไปใช้งานหลายอย่างเช่น วงจรคลิป (Clipping Circuit) วงจรรักษาแรงดันให้คงที่ (Voltage Regulator Circuit) โดยเฉพาะในวงจรรักษาแรงดันให้คงที่ ดังรูปที่ 5 ในการต่อใช้งานทุกครั้งจะต้องมีความต้านทานต่ออนุกรมเสมอ เพื่อป้องกันกระแสไหลผ่านซีเนอร์ไดโอด (IZ) เกินค่าพิกัดซึ่งจะทำให้ชำรุดได้และตัวต้านทานที่ใช้จะต้องมีการคำนวณหาค่าความต้านทานที่เหมาะสมวงจรจึงจะทำงานได้ดี
ตารางคุณสมบัติของซีเนอร์ไดโอด การที่จะนำซีเนอร์ไดโอดมาใช้งานจำเป็นจะต้องทราบพิกัดต่างๆ ของซีเนอร์ไดโอดเช่น แรงดันซีเนอร์, อัตราทนกำลังไฟสูงสุด
โฟโต้ไดโอด(Photo Diode)
โฟโต้ไดโอด(Photo Diode)
1. โฟโต้ไดโอด(Photo Diode)
โฟโต้ไดโอด (Photo Diode) เป็นอุปกรณ์เชิงแสงชนิดหนึ่ง ที่ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด P และสารกึ่งตัวนำชนิด N รอยต่อจะถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่แสงผ่านได้ เช่น กระจกใส โฟโต้ไดโอดจะมีอยู่ 2 แบบ คือแบบที่ตอบสนองต่อแสงที่เรามองเห็น และแบบที่ตอบสนองต่อแสงในย่านอินฟาเรด ในการรับใช้งานจะต้องต่อโฟโต้ไดโอดในลักษณะไบอัสกลับ
โฟโต้ไดโอด (Photo Diode) จะยอมให้กระแสไหลผ่านได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มของแสง เมื่อโฟโต้ไดโอดได้รับไบอัสกลับ (Reverse Bias) ด้วยแรงดันค่าหนึ่งและมีแสงมาตกกระทบที่บริเวณรอยต่อ ถ้าแสงที่มาตกกระทบมีความยาวคลื่นหรือแลมด้าที่เหมาะสมจะมีกระแสไหลในวงจร โดยกระแสที่ไหลในวงจร จะแปรผกผันกับความเข้มของแสงที่มาตกกระทบ ลักษณะทั่วไปขณะไบอัสตรง (Forward Bias ) จะยังคงเหมือนกับไดโอดธรรมดาคือยอมให้กระแสไหลผ่านได้
โฟโต้ไดโอดเมื่อเทียบกับ LDR (ตัวต้านทานที่แปรค่าตามแสง) แล้วโฟโต้ไดโอดมีการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานเร็วกว่า LDR มาก จึงนิยมนำไปประยุกต์งานในวงจรที่ต้องการความเร็วสูง เช่น เครื่องนับสิ่งของ, ตัวรับรีโมทคอนโทรล, วงจรกันขโมยอินฟาเรดเป็นต้น
เนื่องจากโฟโต้ไดโอดให้ค่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสต่อแสงต่ำ คืออยู่ในช่วง 1-10 ตA เท่านั้น ดังนั้นการใช้งานโฟโต้ไดโอดจึงต้องมีตัวขยายกระแสเพิ่มเติม ผู้ผลิตจึงหันมาใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายกระแสเพิ่มเติมอยู่ในตัวถังเดียวกัน ซึ่งเรียก ว่าโฟโต้ทรานซิสเตอร์(Photo Transistor)
2. โฟโต้ทรานซิสเตอร์ (Photo Transistor)
โฟโต้ทรานซิสเตอร์ (Photo Transistor) จะประกอบด้วยโฟโต้ไดโอดซึ่งจะต่ออยู่ระหว่างขาเบสกับคอลเลคเตอร์ ของทรานซิสเตอร์ ดังรูป 2 กระแสที่เกิดขึ้นจากาการเปลี่ยนแปลงของแสงจะถูกขยายด้วยทรานซิสเตอร์ (Transistor) ในการใช้งานโฟโต้ทรานซิสเตอร์ รอยต่อระหว่างเบส-อิมิตเตอร์ (Base-Emitter) จะต่อไบอัสกลับ (Reverse Bias) ที่รอยต่อนี้เองเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแปลงค่ากระแสที่ขึ้นอยู่กับความเข้มแสง
เมื่อไบอัสกลับ (Reverse Bias) ที่รอยต่อระหว่างเบสกับคอลเลคเตอร์ (Base-Collecter) และมีแสงตกกระทบที่บริเวณรอยต่อ กระแสอันเนื่องจากแสง (IP) จะถูกขยายด้วยอัตราขยายของทรานซิสเตอร์เป็นกระแสอิมิตเตอร์ (IE) และถ้าไบอัสตรงที่ขาเบสด้วยกระแสเบส (IB) จากภายนอกก็จะถูกขยายรวมกับกระแสเนื่องจากแสง (IP) ด้วย
ถ้าให้ IP = กระแสที่เกิดขึ้นเนื่องจากแสง
IB = กระแสเบสที่มาจากภายนอก
IE = กระแสอิมิตเตอร์
hfe = อัตราขยายของทรานซิสเตอร์
จากสมการของทรานซิสเตอร์คือ
IC = hfeIB
และ
IE = IC + ( IB IP )
จะได้
IE = IC + ( IB IP ) hfe + I
จะเห็นได้ว่ากระแส IE เปลี่ยนแปลงตามกระแส IP ด้วยอัตราขยายถึง hfe+1 เท่าซึ่งถ้า IP มีค่าเปลี่ยนแปลงจาก 1-10ตA และทำให้ hfe มีค่าประมาณ 100 จะได้ค่า IE เปลี่ยนแปลงจาก 100ตA ถึง 1mA
อัตราขยายกระแสยิ่งสูงจะทำให้ผลตอบสนองต่อแสงจะไวขึ้น ค่า hfe สูงๆ จะต้องทำให้รอยต่อระหว่างเบสกับคอลเล็กเตอร์มีพื้นที่มาก แต่ก็ทำให้กระแสรั่วไหลสูงขึ้นด้วย เพราะรอยต่อจะถูกไบอัสกลับ (Revese Bias)
3. โฟโต้ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ (Photo DaringtonTransistor)
โฟโต้ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ (Photo DaringtonTransistor) คือโฟโต้ทรานซิสเตอร์ 2 ตัวต่อร่วมกันในลักษณะวงจรดาร์ลิงตัน คือต่อในลักษณะขาอิมิตเตอร์(Emitter) ของตัวหนึ่งจะต่อเข้ากับเบส (Base) ของตัวถัดไป ลักษณะการต่อเช่นนี้จะทำให้ทรานซิสเตอร์มีอัตราการขยายสูงขึ้นอีกมาก
1. โฟโต้ไดโอด(Photo Diode)
โฟโต้ไดโอด (Photo Diode) เป็นอุปกรณ์เชิงแสงชนิดหนึ่ง ที่ประกอบด้วยสารกึ่งตัวนำชนิด P และสารกึ่งตัวนำชนิด N รอยต่อจะถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่แสงผ่านได้ เช่น กระจกใส โฟโต้ไดโอดจะมีอยู่ 2 แบบ คือแบบที่ตอบสนองต่อแสงที่เรามองเห็น และแบบที่ตอบสนองต่อแสงในย่านอินฟาเรด ในการรับใช้งานจะต้องต่อโฟโต้ไดโอดในลักษณะไบอัสกลับ
โฟโต้ไดโอด (Photo Diode) จะยอมให้กระแสไหลผ่านได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณความเข้มของแสง เมื่อโฟโต้ไดโอดได้รับไบอัสกลับ (Reverse Bias) ด้วยแรงดันค่าหนึ่งและมีแสงมาตกกระทบที่บริเวณรอยต่อ ถ้าแสงที่มาตกกระทบมีความยาวคลื่นหรือแลมด้าที่เหมาะสมจะมีกระแสไหลในวงจร โดยกระแสที่ไหลในวงจร จะแปรผกผันกับความเข้มของแสงที่มาตกกระทบ ลักษณะทั่วไปขณะไบอัสตรง (Forward Bias ) จะยังคงเหมือนกับไดโอดธรรมดาคือยอมให้กระแสไหลผ่านได้
โฟโต้ไดโอดเมื่อเทียบกับ LDR (ตัวต้านทานที่แปรค่าตามแสง) แล้วโฟโต้ไดโอดมีการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานเร็วกว่า LDR มาก จึงนิยมนำไปประยุกต์งานในวงจรที่ต้องการความเร็วสูง เช่น เครื่องนับสิ่งของ, ตัวรับรีโมทคอนโทรล, วงจรกันขโมยอินฟาเรดเป็นต้น
เนื่องจากโฟโต้ไดโอดให้ค่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสต่อแสงต่ำ คืออยู่ในช่วง 1-10 ตA เท่านั้น ดังนั้นการใช้งานโฟโต้ไดโอดจึงต้องมีตัวขยายกระแสเพิ่มเติม ผู้ผลิตจึงหันมาใช้ทรานซิสเตอร์เป็นตัวขยายกระแสเพิ่มเติมอยู่ในตัวถังเดียวกัน ซึ่งเรียก ว่าโฟโต้ทรานซิสเตอร์(Photo Transistor)
2. โฟโต้ทรานซิสเตอร์ (Photo Transistor)
โฟโต้ทรานซิสเตอร์ (Photo Transistor) จะประกอบด้วยโฟโต้ไดโอดซึ่งจะต่ออยู่ระหว่างขาเบสกับคอลเลคเตอร์ ของทรานซิสเตอร์ ดังรูป 2 กระแสที่เกิดขึ้นจากาการเปลี่ยนแปลงของแสงจะถูกขยายด้วยทรานซิสเตอร์ (Transistor) ในการใช้งานโฟโต้ทรานซิสเตอร์ รอยต่อระหว่างเบส-อิมิตเตอร์ (Base-Emitter) จะต่อไบอัสกลับ (Reverse Bias) ที่รอยต่อนี้เองเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการแปลงค่ากระแสที่ขึ้นอยู่กับความเข้มแสง
เมื่อไบอัสกลับ (Reverse Bias) ที่รอยต่อระหว่างเบสกับคอลเลคเตอร์ (Base-Collecter) และมีแสงตกกระทบที่บริเวณรอยต่อ กระแสอันเนื่องจากแสง (IP) จะถูกขยายด้วยอัตราขยายของทรานซิสเตอร์เป็นกระแสอิมิตเตอร์ (IE) และถ้าไบอัสตรงที่ขาเบสด้วยกระแสเบส (IB) จากภายนอกก็จะถูกขยายรวมกับกระแสเนื่องจากแสง (IP) ด้วย
ถ้าให้ IP = กระแสที่เกิดขึ้นเนื่องจากแสง
IB = กระแสเบสที่มาจากภายนอก
IE = กระแสอิมิตเตอร์
hfe = อัตราขยายของทรานซิสเตอร์
จากสมการของทรานซิสเตอร์คือ
IC = hfeIB
และ
IE = IC + ( IB IP )
จะได้
IE = IC + ( IB IP ) hfe + I
จะเห็นได้ว่ากระแส IE เปลี่ยนแปลงตามกระแส IP ด้วยอัตราขยายถึง hfe+1 เท่าซึ่งถ้า IP มีค่าเปลี่ยนแปลงจาก 1-10ตA และทำให้ hfe มีค่าประมาณ 100 จะได้ค่า IE เปลี่ยนแปลงจาก 100ตA ถึง 1mA
อัตราขยายกระแสยิ่งสูงจะทำให้ผลตอบสนองต่อแสงจะไวขึ้น ค่า hfe สูงๆ จะต้องทำให้รอยต่อระหว่างเบสกับคอลเล็กเตอร์มีพื้นที่มาก แต่ก็ทำให้กระแสรั่วไหลสูงขึ้นด้วย เพราะรอยต่อจะถูกไบอัสกลับ (Revese Bias)
3. โฟโต้ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ (Photo DaringtonTransistor)
โฟโต้ดาร์ลิงตันทรานซิสเตอร์ (Photo DaringtonTransistor) คือโฟโต้ทรานซิสเตอร์ 2 ตัวต่อร่วมกันในลักษณะวงจรดาร์ลิงตัน คือต่อในลักษณะขาอิมิตเตอร์(Emitter) ของตัวหนึ่งจะต่อเข้ากับเบส (Base) ของตัวถัดไป ลักษณะการต่อเช่นนี้จะทำให้ทรานซิสเตอร์มีอัตราการขยายสูงขึ้นอีกมาก
ยูเจที (UJT)
ยูเจที (UJT)
1. โครงสร้างและสัญลักษณ์ของยูเจที
ยูเจที (UJT) ย่อมาจาก” ยูนิจังชั่น ทรานซิสเตอร์ Unijunction Transistor” เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่มีโครงสร้างเป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N แท่งหนึ่งแล้วทำการต่อขั้วเข้าที่ปลายของสารกึ่งตัวนำนั้น จากนั้นนำแท่งสารกึ่งตัวนำชนิด P มาต่อให้เกิดรอยต่อที่บริเวณตรงกลางแท่งสารกึ่งตัวนำชนิด N ค่อนไปทางด้านบนเล็กน้อย ดังรูปที่ 1 ตรงรอยต่อสารกึ่งตัวนำชนิด N และสารกึ่งตัวนำชนิด P จะเสมือนกับเป็นไดโอดตัวหนึ่งและต่อขาออกจากปลายทั้งสามดังรูปที่ 1 โดยขาที่ต่อออกจากสารกึ่งตัวนำชนิด P จะเป็นขาอิมิตเตอร์ ส่วนขาที่ต่อออกจากแท่งสารกึ่งตัวนำชนิด N ที่ใกล้กับสารกึ่งตัวนำชนิด P เรียกว่าขา B1 และขา B2
จากลักษณะโครงสร้างของยูเจทีตามรูปที่ 1 จะเห็นได้ว่าแท่งสารเอ็นจะมีขาเบส 1 และขาเบส 2 ต่ออยู่ จะเสมือนเป็นตัวต้านทานที่ต่ออยู่ โดยมีไดโอดที่เกิดจากรอยต่อ p-n ต่อระหว่างขาอิมิตเตอร์ กับบริเวณตรงกลางของตัวต้านทาน ดังนั้นลักษณะของวงจรสมมูลดังรูปที่ 2
2. ลักษณะสมบัติของยูเจที เมื่อปรับตัวต้านทานให้เพิ่มแรงดันที่ขา E เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีกระแสรั่วไหลเพียงเล็กน้อย เมื่อแรงดันที่ขา E เพิ่มขึ้นถึง VP จะทำให้ไดโอดได้รับไบอัสตรงจะทำให้มีกระแสไหลจากขา E ไปยังขา B1 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันแรงดันที่ขาอิมิตเตอร์ (VE) จะมีค่าลดลงอย่างรวดเร็วแรงดันนี้จะลดลงเรื่อยๆ จนถึงค่าต่ำสุด (VV) จากนั้นถ้าเพิ่มแรงดันที่ขา E เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนถึงจุดอิ่มตัว (VE(sat)) และถ้าเพิ่มแรงดันสูงขึ้นอีกก็จะทำให้ยูเจทีพังทลายได้ ในทำนองเดียวกันถ้าให้แรงดัน VE มีค่าน้อยกว่าแรงดันที่จุดต่อ RB1และ RB2 ก็จะทำให้ยูเจทีไม่มีกระแสไหลอีกเช่นเคย
RBB = ความต้านทานภายใน UJT ระหว่างขา B1-B2(RBB=RB1+RB2) ประมาณ 4K -10K
1. โครงสร้างและสัญลักษณ์ของยูเจที
ยูเจที (UJT) ย่อมาจาก” ยูนิจังชั่น ทรานซิสเตอร์ Unijunction Transistor” เป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่มีโครงสร้างเป็นสารกึ่งตัวนำชนิด N แท่งหนึ่งแล้วทำการต่อขั้วเข้าที่ปลายของสารกึ่งตัวนำนั้น จากนั้นนำแท่งสารกึ่งตัวนำชนิด P มาต่อให้เกิดรอยต่อที่บริเวณตรงกลางแท่งสารกึ่งตัวนำชนิด N ค่อนไปทางด้านบนเล็กน้อย ดังรูปที่ 1 ตรงรอยต่อสารกึ่งตัวนำชนิด N และสารกึ่งตัวนำชนิด P จะเสมือนกับเป็นไดโอดตัวหนึ่งและต่อขาออกจากปลายทั้งสามดังรูปที่ 1 โดยขาที่ต่อออกจากสารกึ่งตัวนำชนิด P จะเป็นขาอิมิตเตอร์ ส่วนขาที่ต่อออกจากแท่งสารกึ่งตัวนำชนิด N ที่ใกล้กับสารกึ่งตัวนำชนิด P เรียกว่าขา B1 และขา B2
จากลักษณะโครงสร้างของยูเจทีตามรูปที่ 1 จะเห็นได้ว่าแท่งสารเอ็นจะมีขาเบส 1 และขาเบส 2 ต่ออยู่ จะเสมือนเป็นตัวต้านทานที่ต่ออยู่ โดยมีไดโอดที่เกิดจากรอยต่อ p-n ต่อระหว่างขาอิมิตเตอร์ กับบริเวณตรงกลางของตัวต้านทาน ดังนั้นลักษณะของวงจรสมมูลดังรูปที่ 2
2. ลักษณะสมบัติของยูเจที เมื่อปรับตัวต้านทานให้เพิ่มแรงดันที่ขา E เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะมีกระแสรั่วไหลเพียงเล็กน้อย เมื่อแรงดันที่ขา E เพิ่มขึ้นถึง VP จะทำให้ไดโอดได้รับไบอัสตรงจะทำให้มีกระแสไหลจากขา E ไปยังขา B1 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันแรงดันที่ขาอิมิตเตอร์ (VE) จะมีค่าลดลงอย่างรวดเร็วแรงดันนี้จะลดลงเรื่อยๆ จนถึงค่าต่ำสุด (VV) จากนั้นถ้าเพิ่มแรงดันที่ขา E เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจนถึงจุดอิ่มตัว (VE(sat)) และถ้าเพิ่มแรงดันสูงขึ้นอีกก็จะทำให้ยูเจทีพังทลายได้ ในทำนองเดียวกันถ้าให้แรงดัน VE มีค่าน้อยกว่าแรงดันที่จุดต่อ RB1และ RB2 ก็จะทำให้ยูเจทีไม่มีกระแสไหลอีกเช่นเคย
RBB = ความต้านทานภายใน UJT ระหว่างขา B1-B2(RBB=RB1+RB2) ประมาณ 4K -10K
VBB = แรงดันที่จ่ายให้ขา B2และB1
Ŋ = อัตราส่วนอินทรินซิก สแตนออฟ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.5 - 0.75
Ŋ = อัตราส่วนอินทรินซิก สแตนออฟ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.5 - 0.75
VE = เป็นแรงดันป้อนให้ขา E จนทำให้ไดโอดนำกระแส
VD = เป็นแรงดันที่ตกคร่อมไดโอด มีค่าประมาณ 0.6 - 0.7 V
IE = ค่ากระแสไบอัสกลับที่ขา E และขา B2 โดย B1 เปิดวงจร
IE = กระแสที่ขา E ของยูเจที มีค่าไม่เกิน 50mA PEAK
IE = ค่ากระแสไบอัสกลับที่ขา E และขา B2 โดย B1 เปิดวงจร
IE = กระแสที่ขา E ของยูเจที มีค่าไม่เกิน 50mA PEAK
VV = เป็นแรงดันต่ำสุด(Volley Point) ระหว่างขา E กับ B1
IV = คือค่ากระแสที่ไหลในขณะที่แรงดันที่ขา E มีค่าต่ำสุด (VV)
IP = คือค่ากระแสที่ขา E ในขณะแรงดันมีค่า VP
การทำงานของวงจร เริ่มแรกตัวเก็บประจุ C1 จะทำการประจุแรงดันผ่าน R1 จนมีค่าแรงดันสูงขึ้นซึ่งแรงดันที่ตกคร่อมตัวเก็บประจุ C1 นี้จะเป็นแรงดันป้อนให้ขา E (VE) เมื่อแรงดันที่ขาE นี้มีค่าเท่ากับ VP(VP=VD+ ŊVBB ) จะทำให้ไดโอดนำกระแส ความต้านทานระหว่างขา E กับขา B1 ลดลงอย่างรวดเร็วมีกระแสไหลผ่าน มีแรงดันตกคร่อม R2 สูงขึ้นตกคร่อม R3ต่ำสูงในช่วงเวลานี้ตัวเก็บประจุ C 1จะคายประจุผ่านขา E ออกขา B1 ด้วย ทำให้แรงดันที่ขาE ค่าลดลงจนทำให้ยูเจที หยุดนำกระแส ความต้านทานขา E และขา B1 มีค่าสูงขึ้นอีก ก็จะเริ่มการประจุใหม่และยูเจที ก็จะเริ่มรอบการทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยจะได้สัญญาณที่ขาต่างๆ ดังแสดงในรูป 6 สามารถคำนวณหาคาบเวลาและความถี่ได้จากสูตร
t1 = RC ln [(VBB-VV)/(VBB-VP)] (เวลาในCharge ของ C1)
t2 = (RB1+RB2)C ln (VP/VV) (เวลาใน Discharge ของ C1)
จาก T = t1 + t2
และFosc= 1/T = 1/(t1 + t2)
หรือจะหาค่า Fosc โดยประมาณได้จาสูตร
Fosc = 1/RC ln[1/(1- )]
IV = คือค่ากระแสที่ไหลในขณะที่แรงดันที่ขา E มีค่าต่ำสุด (VV)
IP = คือค่ากระแสที่ขา E ในขณะแรงดันมีค่า VP
การทำงานของวงจร เริ่มแรกตัวเก็บประจุ C1 จะทำการประจุแรงดันผ่าน R1 จนมีค่าแรงดันสูงขึ้นซึ่งแรงดันที่ตกคร่อมตัวเก็บประจุ C1 นี้จะเป็นแรงดันป้อนให้ขา E (VE) เมื่อแรงดันที่ขาE นี้มีค่าเท่ากับ VP(VP=VD+ ŊVBB ) จะทำให้ไดโอดนำกระแส ความต้านทานระหว่างขา E กับขา B1 ลดลงอย่างรวดเร็วมีกระแสไหลผ่าน มีแรงดันตกคร่อม R2 สูงขึ้นตกคร่อม R3ต่ำสูงในช่วงเวลานี้ตัวเก็บประจุ C 1จะคายประจุผ่านขา E ออกขา B1 ด้วย ทำให้แรงดันที่ขาE ค่าลดลงจนทำให้ยูเจที หยุดนำกระแส ความต้านทานขา E และขา B1 มีค่าสูงขึ้นอีก ก็จะเริ่มการประจุใหม่และยูเจที ก็จะเริ่มรอบการทำงานใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยจะได้สัญญาณที่ขาต่างๆ ดังแสดงในรูป 6 สามารถคำนวณหาคาบเวลาและความถี่ได้จากสูตร
t1 = RC ln [(VBB-VV)/(VBB-VP)] (เวลาในCharge ของ C1)
t2 = (RB1+RB2)C ln (VP/VV) (เวลาใน Discharge ของ C1)
จาก T = t1 + t2
และFosc= 1/T = 1/(t1 + t2)
หรือจะหาค่า Fosc โดยประมาณได้จาสูตร
Fosc = 1/RC ln[1/(1- )]
ไดแอก ( DIAC )
1. โครงสร้างและสัญลักษณ์ของไทรแอก
ไทรแอกเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่มีขั้วต่อ 3 ขั้ว มีชื่อเรียกว่า A2 (แอโนด 2) , A1 (แอโนด1) และ G (เกต) ไทรแอก (Triac) จะเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับสวิตช์ไฟฟ้าสำหรับกระแสสลับ แต่มีข้อดีกว่าสวิตช์ธรรมดา คือการเปิด – ปิดวงจรของไทรแอกเร็วกว่าสวิตช์ธรรมดาหลายเท่า จึงทำให้สามารถควบคุมกำลังงานได้ มีลักษณะโครงสร้างดังรูปที่ 1
2. คุณสมบัติของไทรแอก
คุณสมบัติของไทรแอกนั้นมีคุณสมบัติคล้ายกับเอสซีอาร์ตรงที่เมื่อนำกระแสแล้วก็จะนำกระแสตลอดไปเช่นกัน แต่ไทรแอกนั้นมีข้อแตกต่างตรงที่สามารถนำกระแสได้ 2 ทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการไหลของกระแสจาก A1 มายัง A2 หรือกระแสไหลจากไหลจาก A2 มายัง A1 ดังนั้นจึงนิยมใช้ไทรแอกในงานควบคุมกำลังไฟฟ้าที่ต้องการใช้งานทั้งไซเกิลบวกและลบ (ไฟสลับ)
จากคุณสมบัติที่กล่าวมาในเรื่องของการนำกระแสนั้น เราจึงสามารถแบ่งการทำงานของไทรแอก ออกเป็น 4 แบบหรือ 4 ควอทเดรนท์ ( Quadrant ) ดังรูปที่ 2
จากกราฟแสดงลักษณะสมบัติของไทรแอก จะแสดงความสัมพันธ์ของกระแสที่ไหลระหว่าง A2- A1 และแรงดันที่ตกคร่อมทั้งบวกและลบ ในขณะให้แรงดันคร่อม A2- A1 มีค่าเป็นบวกเทียบกับ A1 และถ้ายังไม่มีการจุดชนวน ( Trigger ) แล้ว จะมีค่าแรงดันระหว่าง A2- A1 ค่าๆหนึ่งที่ทำให้มันนำกระแสเองได้ แรงดันนี้คือแรงดันพัง เหมือนกับ SCR แต่ถ้าให้แรงดัน A2- A1 นี้มีค่าน้อยกว่าแรงดันพังทลาย แล้วการทำการจุดชนวน ที่ขาเกต ( G ) ซึ่งกระแสเกตจะมีค่าเป็นบวกหรือลบก็ได้ ไทรแอกจะนำกระแสทันที กราฟความสัมพันธ์และข้อจำกัดต่างๆ จะเหมือนกับ SCR ในทำนองเดียวกันถ้าให้แรงดันที่ A1 มีค่าเป็นบวกเมื่อเทียบกับ A2 ส่วนของกราฟคือแกน X ทางด้านลบจะมีลักษณะคล้ายกันกับด้านบวก ถ้าเพิ่มแรงดันมากขึ้นจนถึงค่าแรงดันพังทลายก็จะทำให้ไทรแอกนำกระแสเองได้ และถ้าหากว่าไม่มีการจำกัดกระแสในตัวไทรแอกแล้ว ไทรแอกจะเกิดการเสียหายได้
ในขณะที่ไทรแอกนำกระแส ถ้าลดค่ากระแสแอโนดลงจนถึงค่ากระแสต่ำสุดที่ยังคงทำให้ไทรแอกนำกระแสได้ ค่ากระแสต่ำสุดนี้ เรียกว่า “โฮลดิ้ง” ( IH :Holding Current ) ก็จะทำให้ไทรแอกหยุดนำกระแส
เนื่องจากไทรแอก สามารถนำกระแสไฟฟ้าได้ทั้งสองทาง จึงเหมาะกับการนำไปใช้กับไฟสลับมากกว่าเอสซีอาร์ และสำหรับกระแสไฟสลับ (เป็นคลื่นรูปไซน์ )จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งช่วงกระแสตัดกับเส้นศูนย์ของกราฟ ) ที่กระแสตกต่ำกว่ากระแสโฮลดิ้ง ดังนั้นจึงทำให้ไทรแอกหยุดนำกระแสเองและจะรอการจุดชนวนใหม่อีกครั้ง และถ้าหากครึ่งลบของสัญญาณไฟสลับเข้ามาก็จะนำกระแสทางด้านลบอีกเช่นเคย และจะหยุดนำกระแสเมื่อค่ากระแสลดลงต่ำกว่ากระแสโฮลดิ้ง
3. วิธีการตรวจสอบและการหาขาของไทรแอกด้วยโอห์มมิเตอร์
ให้พิจารณาจากโครงสร้างพร้อมกับตารางค่าความต้านทานประกอบและปฏิบัติดังนี้
1. ทำการสมมุติขาของไทรแอก เป็นขา A, B และ C หรือขาที่ 1, 2 และ 3 ดังรูปที่ 4 2. นำสายวัดของโอห์มมิเตอร์ทำการวัดที่ขาของไทรแอกเป็นคู่ๆ
ไทรแอกเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำที่มีขั้วต่อ 3 ขั้ว มีชื่อเรียกว่า A2 (แอโนด 2) , A1 (แอโนด1) และ G (เกต) ไทรแอก (Triac) จะเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กับสวิตช์ไฟฟ้าสำหรับกระแสสลับ แต่มีข้อดีกว่าสวิตช์ธรรมดา คือการเปิด – ปิดวงจรของไทรแอกเร็วกว่าสวิตช์ธรรมดาหลายเท่า จึงทำให้สามารถควบคุมกำลังงานได้ มีลักษณะโครงสร้างดังรูปที่ 1
2. คุณสมบัติของไทรแอก
คุณสมบัติของไทรแอกนั้นมีคุณสมบัติคล้ายกับเอสซีอาร์ตรงที่เมื่อนำกระแสแล้วก็จะนำกระแสตลอดไปเช่นกัน แต่ไทรแอกนั้นมีข้อแตกต่างตรงที่สามารถนำกระแสได้ 2 ทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการไหลของกระแสจาก A1 มายัง A2 หรือกระแสไหลจากไหลจาก A2 มายัง A1 ดังนั้นจึงนิยมใช้ไทรแอกในงานควบคุมกำลังไฟฟ้าที่ต้องการใช้งานทั้งไซเกิลบวกและลบ (ไฟสลับ)
จากคุณสมบัติที่กล่าวมาในเรื่องของการนำกระแสนั้น เราจึงสามารถแบ่งการทำงานของไทรแอก ออกเป็น 4 แบบหรือ 4 ควอทเดรนท์ ( Quadrant ) ดังรูปที่ 2
จากกราฟแสดงลักษณะสมบัติของไทรแอก จะแสดงความสัมพันธ์ของกระแสที่ไหลระหว่าง A2- A1 และแรงดันที่ตกคร่อมทั้งบวกและลบ ในขณะให้แรงดันคร่อม A2- A1 มีค่าเป็นบวกเทียบกับ A1 และถ้ายังไม่มีการจุดชนวน ( Trigger ) แล้ว จะมีค่าแรงดันระหว่าง A2- A1 ค่าๆหนึ่งที่ทำให้มันนำกระแสเองได้ แรงดันนี้คือแรงดันพัง เหมือนกับ SCR แต่ถ้าให้แรงดัน A2- A1 นี้มีค่าน้อยกว่าแรงดันพังทลาย แล้วการทำการจุดชนวน ที่ขาเกต ( G ) ซึ่งกระแสเกตจะมีค่าเป็นบวกหรือลบก็ได้ ไทรแอกจะนำกระแสทันที กราฟความสัมพันธ์และข้อจำกัดต่างๆ จะเหมือนกับ SCR ในทำนองเดียวกันถ้าให้แรงดันที่ A1 มีค่าเป็นบวกเมื่อเทียบกับ A2 ส่วนของกราฟคือแกน X ทางด้านลบจะมีลักษณะคล้ายกันกับด้านบวก ถ้าเพิ่มแรงดันมากขึ้นจนถึงค่าแรงดันพังทลายก็จะทำให้ไทรแอกนำกระแสเองได้ และถ้าหากว่าไม่มีการจำกัดกระแสในตัวไทรแอกแล้ว ไทรแอกจะเกิดการเสียหายได้
ในขณะที่ไทรแอกนำกระแส ถ้าลดค่ากระแสแอโนดลงจนถึงค่ากระแสต่ำสุดที่ยังคงทำให้ไทรแอกนำกระแสได้ ค่ากระแสต่ำสุดนี้ เรียกว่า “โฮลดิ้ง” ( IH :Holding Current ) ก็จะทำให้ไทรแอกหยุดนำกระแส
เนื่องจากไทรแอก สามารถนำกระแสไฟฟ้าได้ทั้งสองทาง จึงเหมาะกับการนำไปใช้กับไฟสลับมากกว่าเอสซีอาร์ และสำหรับกระแสไฟสลับ (เป็นคลื่นรูปไซน์ )จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งช่วงกระแสตัดกับเส้นศูนย์ของกราฟ ) ที่กระแสตกต่ำกว่ากระแสโฮลดิ้ง ดังนั้นจึงทำให้ไทรแอกหยุดนำกระแสเองและจะรอการจุดชนวนใหม่อีกครั้ง และถ้าหากครึ่งลบของสัญญาณไฟสลับเข้ามาก็จะนำกระแสทางด้านลบอีกเช่นเคย และจะหยุดนำกระแสเมื่อค่ากระแสลดลงต่ำกว่ากระแสโฮลดิ้ง
3. วิธีการตรวจสอบและการหาขาของไทรแอกด้วยโอห์มมิเตอร์
ให้พิจารณาจากโครงสร้างพร้อมกับตารางค่าความต้านทานประกอบและปฏิบัติดังนี้
1. ทำการสมมุติขาของไทรแอก เป็นขา A, B และ C หรือขาที่ 1, 2 และ 3 ดังรูปที่ 4 2. นำสายวัดของโอห์มมิเตอร์ทำการวัดที่ขาของไทรแอกเป็นคู่ๆ
เอสซีอาร์ (SCR)
เอสซีอาร์ (SCR)
1. โครงสร้างและสัญลักษณ์ของเอสซีอาร์
เอสซีอาร์ (SCR) ชื่อเต็มคือ ซิลิคอน คอนโทรล เร็คติไฟร์เออร์ (Silicon Control Rectifier) เป็นอุปกรณ์โซลิดสเตท (Solid-State) ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิด – ปิด (On – Off ) วงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง อีกทั้งเอสซีอาร์ ยังจัดเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำประเภท “ไทริสเตอร์” (Thyristor) ข้อดีของสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์คือจะไม่มีหน้าสัมผัสหรือเรียกว่าคอนแท็ค (Contact) ขณะปิด – เปิด จึงไม่ทำให้เกิดประกายไฟที่หน้าสัมผัสจึงมีความปลอดภัยสูงซึ่งสวิตช์ธรรมดาคือแบบกลไกที่มีหน้าสัมผัสจะไม่สามารถนำไปใช้ในบางสถานที่ได้ สวิตช์อิเล็กทรอนิกส์บางครั้งเรียกว่า “โซลิดสเตทสวิตช์” (Solid State Switch)
1. โครงสร้างและสัญลักษณ์ของเอสซีอาร์
เอสซีอาร์ (SCR) ชื่อเต็มคือ ซิลิคอน คอนโทรล เร็คติไฟร์เออร์ (Silicon Control Rectifier) เป็นอุปกรณ์โซลิดสเตท (Solid-State) ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิด – ปิด (On – Off ) วงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง อีกทั้งเอสซีอาร์ ยังจัดเป็นอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำประเภท “ไทริสเตอร์” (Thyristor) ข้อดีของสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์คือจะไม่มีหน้าสัมผัสหรือเรียกว่าคอนแท็ค (Contact) ขณะปิด – เปิด จึงไม่ทำให้เกิดประกายไฟที่หน้าสัมผัสจึงมีความปลอดภัยสูงซึ่งสวิตช์ธรรมดาคือแบบกลไกที่มีหน้าสัมผัสจะไม่สามารถนำไปใช้ในบางสถานที่ได้ สวิตช์อิเล็กทรอนิกส์บางครั้งเรียกว่า “โซลิดสเตทสวิตช์” (Solid State Switch)
ไอซีตั้งเวลา 555 (555 Timer IC )
ไอซีตั้งเวลา 555 (555 Timer IC )
ไอซีตั้งเวลา 555 เป็นไอซีที่ทำหน้าที่กำเนิดสัญญาณตามเวลาที่ออกแบบไว้ โดยสามารถกำหนดได้ด้วยตัวอุปกรณ์ภายนอก ไอซีตั้งเวลา 555 สามารถกำเนิดสัญญาณ อะสเตเบิ้ล (Astable) โมโนสเตเบิล (Monostable) และประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งเวลาได้ดี
ไอซีตั้งเวลา 555 วงจรตั้งเวลาที่มีความเที่ยงตรงค่อนข้างสูง จำเป็นต้องใช้วงจรโมโนสเตเบิล ซึ่งส่วนมากนิยมใช้ไอซีเบอร์ 74121,74122,74123 อย่างไรก็ตาม การควบคุมการจุดชนวน(Trigger) ของสัญญาณอินพุตไอซีตระกูล 74 สามารถกระทำได้ยาก และมีเงื่อนไขมาก แต่ถ้าการหน่วงเวลานานกว่าครึ่งนาที และโหลดต้องการกระแสจะต้องใช้เวลาเบอร์ 555
ในการใช้งานของวงจรโมโนสเตเบิล (Monostable) จะแบ่งเป็น 2 สภาวะ คือสภาวะที่คงที่ และสภาวะที่ไม่คงที่ โดยปกติวงจรโมโนสเตเบิล จะอยู่ในสภาวะคงที่ จนกว่าจะมีสัญญาณจุดชนวนเข้ามากระตุ้น จากนั้นเอาท์พุตจะเปลี่ยนสภาวะจากเดิม เกิดการหน่วงเวลาด้วยค่าของเวลาที่แน่นอน และกลับเข้าสู่สภาวะปกติเช่นเดิม
ไอซีที่นิยมนำมาสร้างเป็นวงจรตั้งเวลาได้ดีที่สุดเบอร์หนึ่งคือ ไอซีเบอร์ 555 เพราะมีคุณสมบัติในการหน่วงเวลาที่ดี และนานพอสมควร
1. คุณสมบัติของไอซี 555 แต่ละขา
1.1 ขา1 กราวด์(Ground)
1.2 ขา 2 ทริกเกอร์ (Trigger) เป็นขาที่มีความไวหรือแรงดันที่มีค่า 1/3 ของแหล่งจ่าย Vcc และจะเกิดการจุดชนวนของอินพุต ทำให้เอาท์พุตเปลี่ยนจากระดับต่ำเป็นระดับสูง โดยทั่วไปความกว้างของพัลซ์ที่จะมาจุดชนวนอินพุตได้นั้นต้องมีค่าเวลามากกว่า 1 uS ขึ้นไป หลังจากจุดชนวนอินพุตแล้ว ทำให้เกิดการหน่วงเวลาของสัญญาณหลายไมโครวินาที ซึ่งจะทำให้ได้ค่าความกว้างต่ำสุดมีค่า 10 uS ขนาดของแรงดันที่เหมาะในการจุดชนวนนี้ มีค่าระหว่าง + Vcc และกราวด์ สำหรับกระแสจุดชนวนที่ต้องการนั้นมีค่า 500 uA
1.3 ขา 3 เอาท์พุต (Output) แรงดันเอาท์พุตที่เกิดขึ้นสำหรับเอาท์พุตระดับสูง มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า +Vcc ประมาณ 1.7 v สำหรับเอาท์พุตระดับต่ำนั้น จะขึ้นอยู่กับแล่งจ่ายไฟที่ป้อน เช่น ที่ +Vcc= 5 V เอาท์พุต ระดบต่ำจะมีค่าประมาณ 0.25V ที่ 5 mA และที่ +Vcc =15V เอาท์พุตระดับต่ำจะมีค่าประมาณ 2 V ที่ 100mA
1.4 ขา 4 รีเซต (Reset) เมื่อต้องการให้เอาต์พุตอยู่ในระดับต่ำ ต้องป้อนศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้ประมาณ 0.7 V โดยกระแสซิงก์มีค่า 0.1 mA ค่าของเวลาประวิงในการทำให้เอาต์พุตเปลี่ยนเป็นระดับต่ำมีค่า 0.5 ตS ซึ่งค่านี้เป็นค่าเป็นค่าต่ำสุดของความกว้างของพัลส์ที่จะมาควบคุมขานี้ ในกรณีทีไม่ต้องการใช้ขานี้ก็ควรต่อเข้ากับ +VCC
1.5 ขา 5 กระแสซิงก์ ที่เข้ามาขานี้สามารถรับได้ใกล้เคียงกับเอาต์พุต ดังนั้นค่าแรงดันที่มีค่า 2/3 +VCC ซึ่งเป็นแรงดันระดับสูงที่ใช้ในการเปรียบเทียบ ปกติในการทำงานขานี้จะไม่ถูกใช้แต่ควรใช้ตัวเก็บประจุค่า 0.01ตF ต่อลงกราวด์เพื่อไม่ให้ถูกรบกวนจากสัญญาณรบกวนขณะทำงาน
1.6 ขา 6 เทรสโฮล (Threshold) ถ้าศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้สูงถึง 2/3 ของ+ Vcc จะเป็นระดับที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลง คือจะทำให้สภาวะเอาท์พุตเปลี่ยนแปลงจากระดับสูงและระดับต่ำ
1.7 ขา 7 ดิสชาร์จ (Discharge) ขานี้ต่อกับขาคอลเล็กเตอร์ ของทรานซิสเตอร์ซึ่งอยู่ภายในตัวไอซี โดยขาอิมิเตอร์ต่อวงกราวด์ ทรานซิสเตอร์นี้จะทำหน้าที่กำหนดเวลาของระดับเอาท์พุต ถ้าเอาท์พุตอยู่ในระดับต่ำ ทรานซิสเตอร์นี้จะมีความต้านทานต่ำ ในขณะที่ทรานซิสเตอร์มีความต้านทานต่ำ ตัวเก็บประจุจะสามารถคายประจุผ่านทรานซิสเตอร์นี้ได้
1.8 ขา 8 ไฟเลี้ยง (+Vcc) ต้องการแหล่งจ่ายไฟตรงที่มีศักย์บวก มีค่าอยู่ระหว่าง 5 โวลท์ ถึง 15 โวลท์ แม้ว่าจะทำงานในช่วงแรงดันที่ต่างกัน แต่ละช่วงของเวลาทำงานที่เปลี่ยนไปยังคงมีค่าน้อยมาก คือ ร้อยละ 0.1 ต่อการเปลี่ยนแปลงแรงดัน 1 โวลท์
การทำงานของวงจรทั้งแบบโมโนสเตเบิล (Monostable) และแบบอะสเตเบิล (Astable)ทรานซิสเตอร์ตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ เพื่อควบคุมการเก็บประจุและคายประจุ ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุเป็นตัวกำหนดเวลาเมื่อทรานซิสเตอร์ทำงานในภาวะอิ่มตัวศักย์ไฟฟ้าที่ขา 7 นี้ มีค่า 100 mA ที่กระแสซิงก์ 5 mA หรือน้อยกว่า เมื่อทรานซิสเตอร์ทำงานสภาวะออฟ จะมีกระแสไหลผ่านขา 7 นี้ประมาณ 20 nA คุณสมบัติของขา 7 นี้เป็นตัวจำกัดค่าของตัวเก็บประจุและตัวต้านทาน คือจะต้องมีค่าไม่มากจนเกินไป เพราะกระแสที่รั่วไหลผ่านตัวต้านทานมาประจุ (Charge) ที่ตัวเก็บประจุ ต้องมีค่ามากกว่ากระแสรั่วไหลของทรานซิสเตอร์(Transistor)
2. วงจรอะสเตเบิลโดยใช้ไอซี 555
t1 = 0.693(Rt1+Rt2)Ct t2 = 0.693Rt2Ct
T = 0.693(Rt1+2Rt2)Ct
เมื่อ t1 = ช่วงเวลาที่มีค่ามาก (ON) t2 = ช่วงเวลาที่มีค่าน้อย (OFF)
T = เวลารวมทั้งหมด (t1+t2)
3. การทำงานของวงจร
1. เมื่อป้อนแหล่งจ่าย +VCC เข้าวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งไหลผ่าน Rt1และ Rt2 มาประจุที่ Ct ทำให้แรงดันที่ตกคร่อม Ct มีค่าสูงขึ้นจนถึง 1/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc ขา 2 ซึ่งมีความไวต่อแรงดันนี้ จะจุดชนวน ( Trigger ) ทำให้เอาท์พุต เปลี่ยนจากระดับต่ำ ( Low ) เป็นระดับสูง ( High ) ทันที
2. แรงดันที่ตกคร่อม Ct จะมีค่าสูงขึ้นเรื่อยจนมีระดับแรงดัน 2/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc ขา 6 ซึ่งมีความไวต่อแรงดันนี้ จะตรวจจับทำให้เอาท์พุท เปลี่ยนจากระดับสูงเป็นระดับต่ำและเป็นผลทำให้ขา 7 มีความต้านทานต่ำ Ct จะคายประจุผ่าน Rt2 ที่ต่ออยู่กับขา 6 มีความไวต่อระดับของศักย์ไฟฟ้าขนาดนี้ด้วย จึงทำให้เอาท์พุท เปลี่ยนจากระดับต่ำเป็นระดับสูงอีกครั้ง
3. การที่เอาต์พุต ( Output ) เปลี่ยนจากระดับของศักย์ไฟฟ้าต่ำเป็นระดับสูงทำให้ขา 7 มีความต้านทานสูงตัวเก็บประจุ Ct ประจุผ่าน Rt1 และ Rt2 ใหม่อีกครั้งซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นหนึ่งรอบของการทำงาน
4. การเลือกใช้ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุในวงจรตั้งเวลา
1. กำหนด Rt ไม่ให้มีค่าต่ำกว่า 10k เพราะต้องการประหยัดพลังงานและไม่ต้องการให้ความกว้างของพัลซ์แคบเกินไป
2. ค่าต่ำสุดของตัวเก็บประจุมีค่า 100 PF นั้นกำหนดขึ้นมาเพื่อป้องกันผลที่อาจจะเกิดจากความจุค้าง
3. ค่าสูงสุดของ Rt กำหนดจากระแสรั่วไหลของเทรสโฮล (Treshole) รวมกับกระแสรั่วไหลที่ขาดิสชาร์จ (Dischage) และกระแสรั่วไหลของตัวเก็บประจุดังนั้นการกำหนดค่า ของ Rt ต้องทำให้กระแสไหลผ่านมีค่ามากกว่ากระแสเทรสโฮล รวมกับกระแสรั่วไหลที่ขาดิสชาร์จ และกระแสรั่วไหลที่ตัวเก็บประจุอย่างน้อย 1 เท่า (สำหรับวงจรที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงควรมีค่ามากกว่า 100 เท่า)
4. ค่าสูงสุดของตัวเก็บประจุถูกจำกัดอยู่ที่ค่ากระแสรั่วไหลไม่ใช่ค่าความจุ แต่ค่าของกระแสรั่วไหลนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเก็บประจุและการใช้งานด้วย โดยทั่วไปตัวเก็บประจุที่มีค่าของกระแสรั่วไหลต่ำ สามารถมีค่าได้สูงถึง 1000 uF
5. สำหรับงานโดยทั่วไป สัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิของตัวต้านทานที่ใช้ควรใช้อยู่ในช่วง 200 ถึง 500 ppm/C ทั้งชนิดคาร์บอนและคาร์บอนฟิล์ม ใช้ค่าผิดพลาด ถึง ร้อยละ10
6. สำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง ตัวต้านทานควรใช้ชนิดฟิล์มโลหะ ที่มีค่าความผิดพลาด ถึง ร้อยละ 5 สัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิมีค่า 25 ถึง 100 ppm/C
7. โดยทั่วไปตัวต้านทานที่ใช้มักมีค่าอยู่ระหว่าง 100 โอห์ม ถึง 1 เมกะโอห์ม แต่ถ้าต้องการใช้ค่าความต้านทานสูงมากกว่านั้น ควรใช้ตัวต้านทานที่มีความแน่นอนละเสถียรภาพต่ออุณหภูมิดี ซึ่งหาได้ยากและราคาแพง
8. ตัวต้านทานที่ใช้กำหนดค่าเวลา ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบคาร์บอน ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้อยู่ในช่วงแคบๆ เพราะว่ามีค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิสูง ในกรณีที่ต้องการให้ปรับได้ช่วงกว้าง ควรใช้ตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้แบบเซอร์เมต แต่ถ้าใช้ตัวต้านทานชนิดนี้จะมีค่าความต้านทานต่ำ ในกรณีแหล่งจ่ายไฟมีค่ามาก ไม่ควรให้ตัวต้านทานชนิดนี้รับพลังงานเกิน 1 ใน 5 ของอัตรากำลังที่จะทนได้
9. ตัวเก็บประจุไม่ควรใช้ขนาดใหญ่ และควรใช้ค่าผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 มีกระแสรั่วไหลต่ำ มีสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิต่ำ และไดอิเล็กตริกมีการดูดกลืนดี
ตัวเก็บประจุที่มีกระแสรั่วไหลต่ำนั้น สามารถประจุไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายกระแสคงที่ ที่มีค่า 1 uA ได้ ซึ่งหมายความว่ากระแสรั่วไหลของตัวเก็บประจุเอง มีค่าน้อยกว่าแหล่งจ่ายกระแสที่จ่ายให้ตัวเก็บประจุ ซึ่งจะต้องน้อยกว่าตลอดเงื่อนไขของแรงดันขณะทำงาน
10. ตัวเก็บประจุจะต้องสามารถประจุและคายประจุได้ เมื่อปลายขั้วทั้งสองต่อถึงกัน ไดอิเล็กตริกต้องไม่เก็บพลังงานค้างขณะทำการประจุ ซึ่งถ้ามีการเก็บพลังงานไว้หลายเปอร์เซ็นต์แล้ว จะเป็นผลเสียในการตั้งเวลา คือเวลาที่ตั้งจะไม่เริ่มจากศูนย์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กตริกดูดกลืนสูง ในวงจรตั้งเวลาซึ่งรวมทั้งตัวเก็บประจุชนิดกระดาษ,เซรามิคและไมก้าบางชนิด ซึ่งมีการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกสูงถึงร้อยละ 3 ถึง 5 ตัวเก็บประจุที่ควรใช้ ได้แก่ พลาสติกฟิล์ม , โพลี่สไตรีน ,โพลี่คาบอเนต สำหรับตัวเก็บประจุชนิดโพลี่คาบอเนตมีการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกน้อยกว่าร้อยละ 1 และตัวเก็บประจุชนิดโพลี่สไตรีน หรือ พารลี่รีน จะมีการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกน้อยกว่าร้อยละ0.1 สำหรับตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กตริกแบบเทฟลอนยิ่งเหมาะกับวงจรตั้งเวลา แต่ราคาค่อนข้างแพง
10.1โพลี่สไตรีน(Polystyrene) ถือว่าเป็นไดอิเล็กตริกที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับความเชื่อถือและราคา แต่มีข้อจำกัด คือ สามารถใช้กับอุณหภูมิที่ไม่เกินกว่า 85 องศา และค่าตัวเก็บประจุไม่เกิน 1 uF ค่าความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 1 ค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิเป็นเชิงเส้น ซึ่งทำให้สามารถทำการชดเชยโดยใช้เทอร์มิสเตอร์ได้ถ้าจำเป็น
10.2 พาลี่รีน (Palyrene) เป็นตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กตริกเหมือนยูเนี่ยนคาร์ไบต์ มีค่าตั้งแต่ 0.001uF ค่าผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 1 ค่าผิดพลาดร้อยละ 0.5 ค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิเป็นเชิงเส้นมีค่า 200 30 ppm/C ใช้งานที่อุณหภูมิ -55 c ถึง 125 c
10.3 โพลี่คาบอเนต (Polycabonate) เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถให้ค่าความจุได้หลาย 10uF ค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิไม่เป็นเชิงเส้นเท่ากับตัวเก็บประจุชนิดโพลี่สไตรีน หรือพาลี่รีน ซึ่งไม่สามารถชดเชยได้ง่าย สำหรับการทำงานในช่วงอุณหภูมิ 0c ถึง 70 c ไม่จำเป็นต้องทำการชดเชย ค่าผิดพลาดของตัวเก็บประจุชนิดนี้ ร้อยละ 1
11. ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรลิตริก (Electrolytic Capacitor) ไม่ควรใช้เนื่องจากมีค่าผิดพลาดมากเสถียรภาพไม่ดี ยกเว้นจะใช้ในวงจรที่ไม่ต้องการความแน่นอน แทนตาอิเล็กโทรลิติก (Tanta Electroly Capacitor) สามารถใช้งานในวงจรตั้งเวลาได้ดี แต่ต้องอยู่ในช่วงอุณหภูมิ 0 ถึง 50 c การทำงานอาศัยแรงดัน จะช่วยควบคุมกระแสรั่วไหลสำหรับตัวเก็บประจุชนิดนี้เพราะกระแสของตัวเก็บชนิดนี้ มีค่าหลายไมโครแอมป์ ซึ่งจำเป็นต้องลดช่วงของการใช้งานของตัวต้านทานลง
5. ไอซีเบอร์ 555 ที่ใช้ในการค้า
ไอซีเบอร์ 555 ที่ใช้ในทางการค้าจะใช้ทำงานในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 0 0 C ถึง 70 0C ในการตั้งเวลาอย่างง่ายโดยใช้วงจรโมโนสเตเบิ้ล หาคาบเวลาโดยใช้สมการ T = 1.1 RtCt ซึ่งจะมีค่าความผิดพลาดร้อยละ 1 ( ไม่รวมค่าความผิดพลาดอันเกิดจาก Rt , Ct ) ส่วนวงจรอะสเตเบิ้ลมีค่าความผิดพลาดประมาณร้อยละ 2 สำหรับวงจรโมโนสเตเบิ้ล ผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทำให้เวลาผิดพลาดไป 50 ppm/0C หรือร้อยละ 0.005/0C ส่วนวงจรอะสเตเบิ้ลผิดพลาดประมาณ 150 ppm/0C และผลของการเปลี่ยนแปลงแรงดันที่ป้อนให้กับวงจรสามารถทำให้เวลาผิดพลาดไปร้อยละ 0.1/V กระแสเอาต์พุตทั้งซิงก์และซอร์สมีค่า 20 mA ไอซีเบอร์ 555 นี้กินกระแสประมาณ 3 mA ที่ 5 V หรือ 10 mA ที่ 15 V ( ไม่รวมกระแสโหลด )
อย่างไรก็ตามยังมีไอซีเบอร์ 755 ซึ่งมีไอซีตั้งเวลาแบบซีมอส สามารถใช้แทนไอซีตั้งเวลาเบอร์ 555 ได้โดยตรงในวงจรเกือบทั้งหมด แต่มีข้อดีเหนือกว่าไอซีเบอร์ 555 ดังนี้
1. กินไฟน้อยกว่ามาก คือ ดึงกระแสในภาวะปกติไม่มากกว่า 0.3 mA ( 555 ดึงกระแสไม่มากกว่า 15 mA )
2. ใช้ได้กับแรงดันไฟเลี้ยงได้กว้างมาก คือ จาก +2 V ถึง +18 V ( 555 ใช้ได้กับ +4.5 V ถึง +15 V )
3. ใช้งานเป็นวงจรอะสเตเบิ้ล ( Astable ) ได้กับความถี่สูง ได้ไม่น้อยกว่า 500 KHZ
4. อินพุตทั้งหมดเช่น ขาทริกเกอร์ ( Tigger ) ขารีเซต ( Reset ) ขาเทรสโฮล ( Tresshold) ดึงกระแสน้อยมาก คือ เพียงประมาณ 0.02 เท่านั้น ( 555 ถึงประมาณ 2 ) จึงทำให้ใช้ค่าความต้านทานและตัวเก็บประจุในส่วนตั้งเวลาได้สูงมาก ดังนั้นจึงสามารถออกแบบวงจรตั้งเวลาได้นานกว่า 555 ธรรมดามาก
5. ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาวะของเอาต์พุต ( Output ) จะดึงกระแสเสิร์จจากแหล่งจ่ายไฟน้อยมาก คือ เพียง 2 – 3 mA เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีตัวเก็บประจุต่อที่ขา 5 และคร่อมไฟเลี้ยงเพื่อรักษาแรงดันให้คงที่ดังเช่น วงจร 555 ทั่วๆไป จึงสามารถประหยัดตัวเก็บประจุไปได้ 2 ตัวเลยทีเดียว และไม่เกิดสัญญาณไปรบกวนมาก อย่างไรก็ตามเวลาใช้งานไอซี 555 ก็ต้องระวังเช่นเดียวกับไอวีซีมอสอื่นๆ คือ อย่าให้แรงดันอินพุต ( V ) ที่ขาต่างๆ ในภาวะใดๆ มีค่าสูงกว่าแรงดันไฟเลี้ยงที่กับตัวไอซีเกินกว่า 0.3 V และไม่ต่ำกว่า - 0.3 V มิฉะนั้นไอซีจะเสียหายได้และถ้าเป็นไปได้ควรเปิดไฟเลี้ยงวงจรไอซีเบอร์นี้ไว้ก่อนจะป้อนแรงดันอินพุตเข้าที่ขาต่างๆ ของไอซี
ไอซีตั้งเวลา 555 เป็นไอซีที่ทำหน้าที่กำเนิดสัญญาณตามเวลาที่ออกแบบไว้ โดยสามารถกำหนดได้ด้วยตัวอุปกรณ์ภายนอก ไอซีตั้งเวลา 555 สามารถกำเนิดสัญญาณ อะสเตเบิ้ล (Astable) โมโนสเตเบิล (Monostable) และประยุกต์ใช้งานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งเวลาได้ดี
ไอซีตั้งเวลา 555 วงจรตั้งเวลาที่มีความเที่ยงตรงค่อนข้างสูง จำเป็นต้องใช้วงจรโมโนสเตเบิล ซึ่งส่วนมากนิยมใช้ไอซีเบอร์ 74121,74122,74123 อย่างไรก็ตาม การควบคุมการจุดชนวน(Trigger) ของสัญญาณอินพุตไอซีตระกูล 74 สามารถกระทำได้ยาก และมีเงื่อนไขมาก แต่ถ้าการหน่วงเวลานานกว่าครึ่งนาที และโหลดต้องการกระแสจะต้องใช้เวลาเบอร์ 555
ในการใช้งานของวงจรโมโนสเตเบิล (Monostable) จะแบ่งเป็น 2 สภาวะ คือสภาวะที่คงที่ และสภาวะที่ไม่คงที่ โดยปกติวงจรโมโนสเตเบิล จะอยู่ในสภาวะคงที่ จนกว่าจะมีสัญญาณจุดชนวนเข้ามากระตุ้น จากนั้นเอาท์พุตจะเปลี่ยนสภาวะจากเดิม เกิดการหน่วงเวลาด้วยค่าของเวลาที่แน่นอน และกลับเข้าสู่สภาวะปกติเช่นเดิม
ไอซีที่นิยมนำมาสร้างเป็นวงจรตั้งเวลาได้ดีที่สุดเบอร์หนึ่งคือ ไอซีเบอร์ 555 เพราะมีคุณสมบัติในการหน่วงเวลาที่ดี และนานพอสมควร
1. คุณสมบัติของไอซี 555 แต่ละขา
1.1 ขา1 กราวด์(Ground)
1.2 ขา 2 ทริกเกอร์ (Trigger) เป็นขาที่มีความไวหรือแรงดันที่มีค่า 1/3 ของแหล่งจ่าย Vcc และจะเกิดการจุดชนวนของอินพุต ทำให้เอาท์พุตเปลี่ยนจากระดับต่ำเป็นระดับสูง โดยทั่วไปความกว้างของพัลซ์ที่จะมาจุดชนวนอินพุตได้นั้นต้องมีค่าเวลามากกว่า 1 uS ขึ้นไป หลังจากจุดชนวนอินพุตแล้ว ทำให้เกิดการหน่วงเวลาของสัญญาณหลายไมโครวินาที ซึ่งจะทำให้ได้ค่าความกว้างต่ำสุดมีค่า 10 uS ขนาดของแรงดันที่เหมาะในการจุดชนวนนี้ มีค่าระหว่าง + Vcc และกราวด์ สำหรับกระแสจุดชนวนที่ต้องการนั้นมีค่า 500 uA
1.3 ขา 3 เอาท์พุต (Output) แรงดันเอาท์พุตที่เกิดขึ้นสำหรับเอาท์พุตระดับสูง มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า +Vcc ประมาณ 1.7 v สำหรับเอาท์พุตระดับต่ำนั้น จะขึ้นอยู่กับแล่งจ่ายไฟที่ป้อน เช่น ที่ +Vcc= 5 V เอาท์พุต ระดบต่ำจะมีค่าประมาณ 0.25V ที่ 5 mA และที่ +Vcc =15V เอาท์พุตระดับต่ำจะมีค่าประมาณ 2 V ที่ 100mA
1.4 ขา 4 รีเซต (Reset) เมื่อต้องการให้เอาต์พุตอยู่ในระดับต่ำ ต้องป้อนศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้ประมาณ 0.7 V โดยกระแสซิงก์มีค่า 0.1 mA ค่าของเวลาประวิงในการทำให้เอาต์พุตเปลี่ยนเป็นระดับต่ำมีค่า 0.5 ตS ซึ่งค่านี้เป็นค่าเป็นค่าต่ำสุดของความกว้างของพัลส์ที่จะมาควบคุมขานี้ ในกรณีทีไม่ต้องการใช้ขานี้ก็ควรต่อเข้ากับ +VCC
1.5 ขา 5 กระแสซิงก์ ที่เข้ามาขานี้สามารถรับได้ใกล้เคียงกับเอาต์พุต ดังนั้นค่าแรงดันที่มีค่า 2/3 +VCC ซึ่งเป็นแรงดันระดับสูงที่ใช้ในการเปรียบเทียบ ปกติในการทำงานขานี้จะไม่ถูกใช้แต่ควรใช้ตัวเก็บประจุค่า 0.01ตF ต่อลงกราวด์เพื่อไม่ให้ถูกรบกวนจากสัญญาณรบกวนขณะทำงาน
1.6 ขา 6 เทรสโฮล (Threshold) ถ้าศักย์ไฟฟ้าที่ขานี้สูงถึง 2/3 ของ+ Vcc จะเป็นระดับที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลง คือจะทำให้สภาวะเอาท์พุตเปลี่ยนแปลงจากระดับสูงและระดับต่ำ
1.7 ขา 7 ดิสชาร์จ (Discharge) ขานี้ต่อกับขาคอลเล็กเตอร์ ของทรานซิสเตอร์ซึ่งอยู่ภายในตัวไอซี โดยขาอิมิเตอร์ต่อวงกราวด์ ทรานซิสเตอร์นี้จะทำหน้าที่กำหนดเวลาของระดับเอาท์พุต ถ้าเอาท์พุตอยู่ในระดับต่ำ ทรานซิสเตอร์นี้จะมีความต้านทานต่ำ ในขณะที่ทรานซิสเตอร์มีความต้านทานต่ำ ตัวเก็บประจุจะสามารถคายประจุผ่านทรานซิสเตอร์นี้ได้
1.8 ขา 8 ไฟเลี้ยง (+Vcc) ต้องการแหล่งจ่ายไฟตรงที่มีศักย์บวก มีค่าอยู่ระหว่าง 5 โวลท์ ถึง 15 โวลท์ แม้ว่าจะทำงานในช่วงแรงดันที่ต่างกัน แต่ละช่วงของเวลาทำงานที่เปลี่ยนไปยังคงมีค่าน้อยมาก คือ ร้อยละ 0.1 ต่อการเปลี่ยนแปลงแรงดัน 1 โวลท์
การทำงานของวงจรทั้งแบบโมโนสเตเบิล (Monostable) และแบบอะสเตเบิล (Astable)ทรานซิสเตอร์ตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ เพื่อควบคุมการเก็บประจุและคายประจุ ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุเป็นตัวกำหนดเวลาเมื่อทรานซิสเตอร์ทำงานในภาวะอิ่มตัวศักย์ไฟฟ้าที่ขา 7 นี้ มีค่า 100 mA ที่กระแสซิงก์ 5 mA หรือน้อยกว่า เมื่อทรานซิสเตอร์ทำงานสภาวะออฟ จะมีกระแสไหลผ่านขา 7 นี้ประมาณ 20 nA คุณสมบัติของขา 7 นี้เป็นตัวจำกัดค่าของตัวเก็บประจุและตัวต้านทาน คือจะต้องมีค่าไม่มากจนเกินไป เพราะกระแสที่รั่วไหลผ่านตัวต้านทานมาประจุ (Charge) ที่ตัวเก็บประจุ ต้องมีค่ามากกว่ากระแสรั่วไหลของทรานซิสเตอร์(Transistor)
2. วงจรอะสเตเบิลโดยใช้ไอซี 555
t1 = 0.693(Rt1+Rt2)Ct t2 = 0.693Rt2Ct
T = 0.693(Rt1+2Rt2)Ct
เมื่อ t1 = ช่วงเวลาที่มีค่ามาก (ON) t2 = ช่วงเวลาที่มีค่าน้อย (OFF)
T = เวลารวมทั้งหมด (t1+t2)
3. การทำงานของวงจร
1. เมื่อป้อนแหล่งจ่าย +VCC เข้าวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งไหลผ่าน Rt1และ Rt2 มาประจุที่ Ct ทำให้แรงดันที่ตกคร่อม Ct มีค่าสูงขึ้นจนถึง 1/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc ขา 2 ซึ่งมีความไวต่อแรงดันนี้ จะจุดชนวน ( Trigger ) ทำให้เอาท์พุต เปลี่ยนจากระดับต่ำ ( Low ) เป็นระดับสูง ( High ) ทันที
2. แรงดันที่ตกคร่อม Ct จะมีค่าสูงขึ้นเรื่อยจนมีระดับแรงดัน 2/3 ของแหล่งจ่าย +Vcc ขา 6 ซึ่งมีความไวต่อแรงดันนี้ จะตรวจจับทำให้เอาท์พุท เปลี่ยนจากระดับสูงเป็นระดับต่ำและเป็นผลทำให้ขา 7 มีความต้านทานต่ำ Ct จะคายประจุผ่าน Rt2 ที่ต่ออยู่กับขา 6 มีความไวต่อระดับของศักย์ไฟฟ้าขนาดนี้ด้วย จึงทำให้เอาท์พุท เปลี่ยนจากระดับต่ำเป็นระดับสูงอีกครั้ง
3. การที่เอาต์พุต ( Output ) เปลี่ยนจากระดับของศักย์ไฟฟ้าต่ำเป็นระดับสูงทำให้ขา 7 มีความต้านทานสูงตัวเก็บประจุ Ct ประจุผ่าน Rt1 และ Rt2 ใหม่อีกครั้งซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นหนึ่งรอบของการทำงาน
4. การเลือกใช้ตัวต้านทานและตัวเก็บประจุในวงจรตั้งเวลา
1. กำหนด Rt ไม่ให้มีค่าต่ำกว่า 10k เพราะต้องการประหยัดพลังงานและไม่ต้องการให้ความกว้างของพัลซ์แคบเกินไป
2. ค่าต่ำสุดของตัวเก็บประจุมีค่า 100 PF นั้นกำหนดขึ้นมาเพื่อป้องกันผลที่อาจจะเกิดจากความจุค้าง
3. ค่าสูงสุดของ Rt กำหนดจากระแสรั่วไหลของเทรสโฮล (Treshole) รวมกับกระแสรั่วไหลที่ขาดิสชาร์จ (Dischage) และกระแสรั่วไหลของตัวเก็บประจุดังนั้นการกำหนดค่า ของ Rt ต้องทำให้กระแสไหลผ่านมีค่ามากกว่ากระแสเทรสโฮล รวมกับกระแสรั่วไหลที่ขาดิสชาร์จ และกระแสรั่วไหลที่ตัวเก็บประจุอย่างน้อย 1 เท่า (สำหรับวงจรที่ต้องการความเที่ยงตรงสูงควรมีค่ามากกว่า 100 เท่า)
4. ค่าสูงสุดของตัวเก็บประจุถูกจำกัดอยู่ที่ค่ากระแสรั่วไหลไม่ใช่ค่าความจุ แต่ค่าของกระแสรั่วไหลนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของตัวเก็บประจุและการใช้งานด้วย โดยทั่วไปตัวเก็บประจุที่มีค่าของกระแสรั่วไหลต่ำ สามารถมีค่าได้สูงถึง 1000 uF
5. สำหรับงานโดยทั่วไป สัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิของตัวต้านทานที่ใช้ควรใช้อยู่ในช่วง 200 ถึง 500 ppm/C ทั้งชนิดคาร์บอนและคาร์บอนฟิล์ม ใช้ค่าผิดพลาด ถึง ร้อยละ10
6. สำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง ตัวต้านทานควรใช้ชนิดฟิล์มโลหะ ที่มีค่าความผิดพลาด ถึง ร้อยละ 5 สัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิมีค่า 25 ถึง 100 ppm/C
7. โดยทั่วไปตัวต้านทานที่ใช้มักมีค่าอยู่ระหว่าง 100 โอห์ม ถึง 1 เมกะโอห์ม แต่ถ้าต้องการใช้ค่าความต้านทานสูงมากกว่านั้น ควรใช้ตัวต้านทานที่มีความแน่นอนละเสถียรภาพต่ออุณหภูมิดี ซึ่งหาได้ยากและราคาแพง
8. ตัวต้านทานที่ใช้กำหนดค่าเวลา ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบคาร์บอน ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้อยู่ในช่วงแคบๆ เพราะว่ามีค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิสูง ในกรณีที่ต้องการให้ปรับได้ช่วงกว้าง ควรใช้ตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้แบบเซอร์เมต แต่ถ้าใช้ตัวต้านทานชนิดนี้จะมีค่าความต้านทานต่ำ ในกรณีแหล่งจ่ายไฟมีค่ามาก ไม่ควรให้ตัวต้านทานชนิดนี้รับพลังงานเกิน 1 ใน 5 ของอัตรากำลังที่จะทนได้
9. ตัวเก็บประจุไม่ควรใช้ขนาดใหญ่ และควรใช้ค่าผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 5 มีกระแสรั่วไหลต่ำ มีสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิต่ำ และไดอิเล็กตริกมีการดูดกลืนดี
ตัวเก็บประจุที่มีกระแสรั่วไหลต่ำนั้น สามารถประจุไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายกระแสคงที่ ที่มีค่า 1 uA ได้ ซึ่งหมายความว่ากระแสรั่วไหลของตัวเก็บประจุเอง มีค่าน้อยกว่าแหล่งจ่ายกระแสที่จ่ายให้ตัวเก็บประจุ ซึ่งจะต้องน้อยกว่าตลอดเงื่อนไขของแรงดันขณะทำงาน
10. ตัวเก็บประจุจะต้องสามารถประจุและคายประจุได้ เมื่อปลายขั้วทั้งสองต่อถึงกัน ไดอิเล็กตริกต้องไม่เก็บพลังงานค้างขณะทำการประจุ ซึ่งถ้ามีการเก็บพลังงานไว้หลายเปอร์เซ็นต์แล้ว จะเป็นผลเสียในการตั้งเวลา คือเวลาที่ตั้งจะไม่เริ่มจากศูนย์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กตริกดูดกลืนสูง ในวงจรตั้งเวลาซึ่งรวมทั้งตัวเก็บประจุชนิดกระดาษ,เซรามิคและไมก้าบางชนิด ซึ่งมีการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกสูงถึงร้อยละ 3 ถึง 5 ตัวเก็บประจุที่ควรใช้ ได้แก่ พลาสติกฟิล์ม , โพลี่สไตรีน ,โพลี่คาบอเนต สำหรับตัวเก็บประจุชนิดโพลี่คาบอเนตมีการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกน้อยกว่าร้อยละ 1 และตัวเก็บประจุชนิดโพลี่สไตรีน หรือ พารลี่รีน จะมีการดูดกลืนของไดอิเล็กตริกน้อยกว่าร้อยละ0.1 สำหรับตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กตริกแบบเทฟลอนยิ่งเหมาะกับวงจรตั้งเวลา แต่ราคาค่อนข้างแพง
10.1โพลี่สไตรีน(Polystyrene) ถือว่าเป็นไดอิเล็กตริกที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับความเชื่อถือและราคา แต่มีข้อจำกัด คือ สามารถใช้กับอุณหภูมิที่ไม่เกินกว่า 85 องศา และค่าตัวเก็บประจุไม่เกิน 1 uF ค่าความผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 1 ค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิเป็นเชิงเส้น ซึ่งทำให้สามารถทำการชดเชยโดยใช้เทอร์มิสเตอร์ได้ถ้าจำเป็น
10.2 พาลี่รีน (Palyrene) เป็นตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กตริกเหมือนยูเนี่ยนคาร์ไบต์ มีค่าตั้งแต่ 0.001uF ค่าผิดพลาดไม่เกินร้อยละ 1 ค่าผิดพลาดร้อยละ 0.5 ค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิเป็นเชิงเส้นมีค่า 200 30 ppm/C ใช้งานที่อุณหภูมิ -55 c ถึง 125 c
10.3 โพลี่คาบอเนต (Polycabonate) เป็นตัวเก็บประจุที่สามารถให้ค่าความจุได้หลาย 10uF ค่าสัมประสิทธิ์ต่ออุณหภูมิไม่เป็นเชิงเส้นเท่ากับตัวเก็บประจุชนิดโพลี่สไตรีน หรือพาลี่รีน ซึ่งไม่สามารถชดเชยได้ง่าย สำหรับการทำงานในช่วงอุณหภูมิ 0c ถึง 70 c ไม่จำเป็นต้องทำการชดเชย ค่าผิดพลาดของตัวเก็บประจุชนิดนี้ ร้อยละ 1
11. ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรลิตริก (Electrolytic Capacitor) ไม่ควรใช้เนื่องจากมีค่าผิดพลาดมากเสถียรภาพไม่ดี ยกเว้นจะใช้ในวงจรที่ไม่ต้องการความแน่นอน แทนตาอิเล็กโทรลิติก (Tanta Electroly Capacitor) สามารถใช้งานในวงจรตั้งเวลาได้ดี แต่ต้องอยู่ในช่วงอุณหภูมิ 0 ถึง 50 c การทำงานอาศัยแรงดัน จะช่วยควบคุมกระแสรั่วไหลสำหรับตัวเก็บประจุชนิดนี้เพราะกระแสของตัวเก็บชนิดนี้ มีค่าหลายไมโครแอมป์ ซึ่งจำเป็นต้องลดช่วงของการใช้งานของตัวต้านทานลง
5. ไอซีเบอร์ 555 ที่ใช้ในการค้า
ไอซีเบอร์ 555 ที่ใช้ในทางการค้าจะใช้ทำงานในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 0 0 C ถึง 70 0C ในการตั้งเวลาอย่างง่ายโดยใช้วงจรโมโนสเตเบิ้ล หาคาบเวลาโดยใช้สมการ T = 1.1 RtCt ซึ่งจะมีค่าความผิดพลาดร้อยละ 1 ( ไม่รวมค่าความผิดพลาดอันเกิดจาก Rt , Ct ) ส่วนวงจรอะสเตเบิ้ลมีค่าความผิดพลาดประมาณร้อยละ 2 สำหรับวงจรโมโนสเตเบิ้ล ผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทำให้เวลาผิดพลาดไป 50 ppm/0C หรือร้อยละ 0.005/0C ส่วนวงจรอะสเตเบิ้ลผิดพลาดประมาณ 150 ppm/0C และผลของการเปลี่ยนแปลงแรงดันที่ป้อนให้กับวงจรสามารถทำให้เวลาผิดพลาดไปร้อยละ 0.1/V กระแสเอาต์พุตทั้งซิงก์และซอร์สมีค่า 20 mA ไอซีเบอร์ 555 นี้กินกระแสประมาณ 3 mA ที่ 5 V หรือ 10 mA ที่ 15 V ( ไม่รวมกระแสโหลด )
อย่างไรก็ตามยังมีไอซีเบอร์ 755 ซึ่งมีไอซีตั้งเวลาแบบซีมอส สามารถใช้แทนไอซีตั้งเวลาเบอร์ 555 ได้โดยตรงในวงจรเกือบทั้งหมด แต่มีข้อดีเหนือกว่าไอซีเบอร์ 555 ดังนี้
1. กินไฟน้อยกว่ามาก คือ ดึงกระแสในภาวะปกติไม่มากกว่า 0.3 mA ( 555 ดึงกระแสไม่มากกว่า 15 mA )
2. ใช้ได้กับแรงดันไฟเลี้ยงได้กว้างมาก คือ จาก +2 V ถึง +18 V ( 555 ใช้ได้กับ +4.5 V ถึง +15 V )
3. ใช้งานเป็นวงจรอะสเตเบิ้ล ( Astable ) ได้กับความถี่สูง ได้ไม่น้อยกว่า 500 KHZ
4. อินพุตทั้งหมดเช่น ขาทริกเกอร์ ( Tigger ) ขารีเซต ( Reset ) ขาเทรสโฮล ( Tresshold) ดึงกระแสน้อยมาก คือ เพียงประมาณ 0.02 เท่านั้น ( 555 ถึงประมาณ 2 ) จึงทำให้ใช้ค่าความต้านทานและตัวเก็บประจุในส่วนตั้งเวลาได้สูงมาก ดังนั้นจึงสามารถออกแบบวงจรตั้งเวลาได้นานกว่า 555 ธรรมดามาก
5. ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาวะของเอาต์พุต ( Output ) จะดึงกระแสเสิร์จจากแหล่งจ่ายไฟน้อยมาก คือ เพียง 2 – 3 mA เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีตัวเก็บประจุต่อที่ขา 5 และคร่อมไฟเลี้ยงเพื่อรักษาแรงดันให้คงที่ดังเช่น วงจร 555 ทั่วๆไป จึงสามารถประหยัดตัวเก็บประจุไปได้ 2 ตัวเลยทีเดียว และไม่เกิดสัญญาณไปรบกวนมาก อย่างไรก็ตามเวลาใช้งานไอซี 555 ก็ต้องระวังเช่นเดียวกับไอวีซีมอสอื่นๆ คือ อย่าให้แรงดันอินพุต ( V ) ที่ขาต่างๆ ในภาวะใดๆ มีค่าสูงกว่าแรงดันไฟเลี้ยงที่กับตัวไอซีเกินกว่า 0.3 V และไม่ต่ำกว่า - 0.3 V มิฉะนั้นไอซีจะเสียหายได้และถ้าเป็นไปได้ควรเปิดไฟเลี้ยงวงจรไอซีเบอร์นี้ไว้ก่อนจะป้อนแรงดันอินพุตเข้าที่ขาต่างๆ ของไอซี
ทรานซิสเตอร์ (Transistor)
ทรานซิสเตอร์ (Transistor)
1. ชนิดของทรานซิสเตอร์
การแบ่งชนิดของทรานซิสเตอร์สามารถแบ่งออกได้หลายวิธีแล้วแต่ผู้ผลิตว่าการแบ่งชนิดของทรานซิสเตอร์จะยึดถือรูปลักษณ์แบบไหน ถ้าแบ่งในรูปของการใช้งานก็จะแบ่งออกเป็น ทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่สวิทชิ่ง ทรานซิสเตอร์กำลัง ทรานซิสเตอร์ความถี่สูง ฯลฯ การแบ่งอีกวิธีหนึ่งซึ่งนิยมใช้กันมากในยุคแรกๆ คือ การแบ่งโดยใช้สารที่นำมาสร้างเป็นเกณฑ์ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1.1 เยอรมันเนียมทรานซิสเตอร์ (Germanium transistor) เป็นทรานซิสเตอร์ยุคแรกๆ และเป็นชนิดที่มีกระแสรั่วไหลมากจึงไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้
1.2 ซิลิกอนทรานซิสเตอร์ (Silicon Transistor) เป็นทรานซิสเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง มีกระแสรั่วไหลน้อย (Leakage Current) เป็นทรานซิสเตอร์ที่ใช้กันมากในยุคปัจจุบัน
2 โครงสร้างและสัญลักษณ์ของทรานซิสเตอร์
เนื่องจากทรานซิสเตอร์ถูกสร้างขึ้นมาจากสารกึ่งตัวนำชนิดพี (P) และเอ็น (N) ซึ่งนำมาต่อกัน 3 ชิ้น ทำให้เกิดรอยต่อขึ้นระหว่างเนื้อสาร 2 รอยต่อ หรือเรียกว่าจังชั่น (Junction) โดยที่สารที่อยู่ตรงกลางจะเป็นคนละชนิดกับสารที่อยู่หัวและท้าย มีขาต่อออกมาสำหรับนำไปใช้งาน 3 ขา ดังนั้นทรานซิสเตอร์จึงแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้คือ
1. ทรานซิสเตอร์ชนิด พี เอ็น พี (PNP)
2. ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น (NPN)
ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
เป็นทรานซิสเตอร์ที่สร้างจากสารกึ่งตัวนำชนิด N ชนิด P และชนิด N มาต่อเรียงกันตามลำดับ แล้วต่อสายออกมา 3 สาย เพื่อเป็นขาต่อกับวงจรสารกึ่งตัวนำชนิด P ซึ่งอยู่ตรงกลางจะเป็นจุดร่วม สารกึ่งตัวนำชนิด N จะทำหน้าที่จ่ายอิเล็กตรอนซึ่งจะไหลเป็นกระแสในวงจรส่วนนี้เราเรียกว่า อิมิตเตอร์ อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ผ่านสารกึ่งตัวนำชนิด P ซึ่งเราเรียกว่าเบสส่วนเบสนี้จะเป็นตัวคอยควบคุมอิเล็กตรอนให้ไหลไปยังสารกึ่งตัวนำชนิด N ถัดไปได้มากหรือน้อยอิเล็กตรอนส่วนที่ผ่านเบสมาก็จะเคลื่อนที่มายังสารกึ่งตัวนำชนิด N ซึ่งเราเรียกว่า คอลเลคเตอร์ และกลายเป็นกระแสไหลในวงจรภายนอกต่อไป
ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
คือทรานซิสเตอร์ที่สร้างจากสารกึ่งตัวนำชนิดพี ชนิดเอ็น และชนิดพี มาเรียงกันตามลำดับแล้วต่อสายจากแต่ละชิ้นส่วนออกมาเป็น 3 สายเพื่อต่อกับวงจรสารกึ่งตัวนำเอ็นจะเป็นจุดร่วม
4. ขาของทรานซิสเตอร์
1. ขาคอลเลคเตอร์ (Collector) เรียกย่อๆ ว่าขา C เป็นขาที่มีโครงสร้างในการโด๊ปสารใหญ่ที่สุด
2. ขาอิมิตเตอร์ (Emitter) เรียกย่อๆ ว่าขา E เป็นขาที่มีโครงสร้างใหญ่รองลงมาและจะอยู่คนละด้านกับขาคอลเลคเตอร์
3. ขาเบส (Base) เรียกย่อๆ ว่าขา B เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่าง C และ E มีพื้นที่ของโครงสร้างแคบที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 ส่วน เมื่อจำแนกลักษณะการต่อตัวทรานซิสเตอร์จึงคล้ายกับการนำเอาไดโอด 2 ตัวมาต่อกัน
5. การทำงานของทรานซิสเตอร์
จากการศึกษาเกี่ยวกับการไหลของกระแสภายในวงจรสารกึ่งตัวนำ การที่เราจะทำให้เกิดการไหลของกระแสหรือให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้นั้น จำเป็นจะต้องให้ไบอัสและกระแสที่ปรากฎทางด้านเอาท์พุทเราต้องสามารถควบคุมค่าของกระแสได้ด้วยจึงจะทำให้ทรานซิสเตอร์ขยายสัญญาณได้ตามความต้องการ
การอธิบายการทำงานของทรานซิสเตอร์จำเป็นจะต้องเข้าใจการไหลในรูปของโฮลและอิเล็กตรอน รวมถึงการไบอัสด้วยซึ่งการไบอัสเป็นวิธีการที่จะทำให้ทรานซิสเตอร์พร้อมที่จะทำงานนั่นเอง ในกรณีของทรานซิสเตอร์มี 3 ขา การป้องกันแรงเคลื่อนที่เหมาะสมหรือไบอัสที่ถูกต้องจะทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของทรานซิสเตอร์แล้วจะสามารถจัดรูปแบบการขยายสัญญาณโดยต้องมีอินพุทและเอาท์พุท เมื่อให้ขาหนึ่งเป็นอินพุทขาหนึ่งเป็นเอาท์พุท ขาที่เหลือก็จะต้องเป็นจุดร่วม (Common) อินพุทกับเอาท์พุท จากหลักการดังกล่าวเรากำหนดให้ระหว่าง B กับ E เป็นอินพุท (Input) และระหว่าง B กับ C เป็นเอาท์พุท (Out put) ดังนั้นจะสามารถจัดรูปแบบการขยายได้ 3 แบบหรือ 3 คอมมอน
เนื่องจากวัตถุประสงค์ของทรานซิสเตอร์สร้างมาจากหลักการที่ต้องการให้กระแสทางด้านอินพุทไปควบคุมกระแสเอาท์พุท ดังนั้นจะต้องไบอัสทางด้านเอาท์พุทเป็นไบอัสแบบย้อนกลับ (Reverse Bias) ถ้าให้ไบอัสตรงจะทำให้ทางด้านเอาท์พุทเป็นอิสระไม่ครบวงจรเอาท์พุท ทางด้านอินพุทจะให้ไบอัสตรง (Forward Bias) และแรงเคลื่อนที่มาไบอัสนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่มีค่าสูงแต่อย่างไร เพราะถ้าให้กระแสอินพุทสูงเกินไปจะทำให้กระแสเอาท์พุทเกิดการอิ่มตัว
รูปที่ 3 การจัดอินพุทและเอาท์พุท
6. การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์
ทรานซิสเตอร์ทั้งชนิด NPN และ PNP เมื่อนำไปใช้งานไม่ว่าจะใช้ในวงจรขยายสัญญาณหรือทำงานเป็นสวิตช์จะต้องทำการจัดแรงไฟให้เหมาะสมหรือเรียกว่าการให้ไบอัส (Bias) ให้ทรานซิสเตอร์ก่อน ทรานซิสเตอร์จึงจะทำงานได้โดยใช้หลักการไบอัสดังนี้
1. ไบอัสตรง (Forward Bias) ให้กับรอยต่อระหว่างอิมิตเตอร์กับเบส
2. ไบอัสกลับ (Reverse Bias) ให้กับรอยต่อระหว่างคอลเลคเตอร์กับเบส
การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
รูปที่ 4 การให้ไบอัสของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
จากวงจร
B1 และ B2 เป็นแรงดันไฟฟ้าป้อนเป็นไบอัสให้ขาต่างๆ ของทรานซิสเตอร์ NPN
B1 เป็นไบอัสตรงระหว่าง B-E ความต้านทานระหว่าง B-E จะต่ำมาก
B2 เป็นไบอัสกลับระหว่าง B-C ความต้านทานระหว่าง B-C จะสูงมาก
ฉะนั้นกระแสอิเล็กตรอนจะไหลในวงจร B-E ครบวงจรและอิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำชนิด N จะเข้าประจุในสาร P ทันทีทันใด จึงเกิดแรงดันผลักดันให้อิเล็กตรอนเลื่อนตัวไปขา C กระแสอิเล็กตรอนจะผ่าน B1-B2 ครบวงจรทางขา E
จากรูปที่ 4 สำหรับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN ก็เช่นกัน การให้ไบอัสทางด้านอินพุทเป็นแบบฟอร์เวิร์ดไบอัสให้ไบอัสทางเอาท์พุทเป็นแบบรีเวิร์สไบอัส ในลักษณะเช่นนี้ถ้าใช้กระแสนิยมเป็นก็จะได้ทิศทางการไหลของกระแสทางอินพุท จากขาเบสไปยังอีมิตเตอร์ อย่างไรก็ตามเราได้ทราบแล้วว่าที่ขาเบสนั้นถูกโด๊ปไว้แคบมากจึงทำให้ประจุส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะไหลไปได้จะต้องให้รีเวิร์สไบอัสระหว่างเบสกับคอลเลคเตอร์เป็นบวกมากๆ เพื่อผลักประจุเหล่านี้ให้เคลื่อนที่ไปยังอีมิตเตอร์ เช่นเดียวกันถ้าดูจากทิศทางการไหลของกระแสแล้วสามารถสรุปได้ว่าIE = IB + IC
การไล่ทิศทางการไหลของกระแสอีกแบบหนึ่งซึ่งนิยมไล่จากขั้วลบไปหาขั้วบวกซึ่งเราเรียกว่า การไล่แบบกระแสอิเล็กตรอนนั้น ทิศทางของกระแสจะทวนหัวลูกศรของสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์ แต่ผลที่ออกมาจะเหมือนกันทุกประการทั้งนี้เพราะการไหลของกระแส ไบโพล่าร์ก็คือ การแลกเปลี่ยนประจุกันระหว่างโฮลกับอิเล็กตรอนนั่นเอง
การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
รูปที่ 5 การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
จากวงจร
B1 และ B2 เป็นแรงดันไฟฟ้าป้อนเป็นไบอัสให้ขาต่างๆ ของทรานซิสเตอร์ PNP
B1 เป็นไบอัสตรงระหว่าง B-E ความต้านทานระหว่าง B-E จะต่ำมาก
B2 เป็นไบอัสกลับระหว่าง B-C ความต้านทานระหว่าง B-C จะสูงมาก
ฉะนั้นกระแสอิเล็กตรอนจะไหลในวงจร B ไป E สนามไฟฟ้าลบใน N จึงลดต่ำลงอิเล็กตรอนจากขา C จึงผ่าน B ไป E ผ่าน B2-B1 ครบวงจร ลักษณะการทำงานในตัวของทรานซิสเตอร์ PNP คล้ายกับหลุมหรือโฮลทางขา E วิ่งผ่าน B ไปยังขา C รับเอาอิเล็กตรอนหรือไฟลบจาก B1 จึงทำให้เกิดกระแสอิเล็กตรอนไหลครบวงจร
จากรูปที่ 5 เมื่อให้เบสกับอิมิตเตอร์ได้รับไบอัสแบบฟอร์เวิร์ด ทำให้มีกระแสไหลจากอีมิตเตอร์ไปยังเบส (ตามทิศทางหัวลูกศร) ซึ่งเราเรียกว่า กระแสเบส ย่อด้วย IB กระแสที่ไหลมีค่าประมาณ 2-5 % ของค่ากระแสทั้งหมด เนื่องจากที่ขาเบสนั้นสารที่โด๊ปมีพื้นที่น้อยมากจึงทำให้ประจุจำนวนมากของโฮลมารออยู่ที่ขาเบส ถ้าให้ไบอัสระหว่างเบสกับคอลเลคเตอร์แบบรีเวิร์สมากๆ จะทำให้มีกระแสไหลจากคอลเลคเตอร์ไปยังอีมิตเตอร์ได้ เรียกว่า กระแสคอลเลคเตอร์ ย่อด้วย IC กระแสที่ไหลจะมีค่าประมาณ 95-98 % ของกระแสทั้งหมดซึ่งสามารถสรุปได้ว่าIE = IC + IB
IE คือ กระแสอีมิตเตอร์มีค่าเท่ากับ 100 %
IC คือ กระแสคอลเลคเตอร์ มีค่าเท่ากับ 95-98 %
IB คือ กระแสเบส มีค่าเท่ากับ 2-5 %
VBE คือ แรงไฟไบอัสหรือศักย์ตกคร่อมระหว่างเบสกับอีมิตเตอร์ในขณะที่ทรานซิสเตอร์ทำงานปกติ
Bias ของเยอรมันเนียมทรานซิสเตอร์มีค่า 0.2-0.3 โวลท์
Bias ของซิลิคอนทรานซิสเตอร์ มีค่า 0.6-0.7 โวลท์
1. ชนิดของทรานซิสเตอร์
การแบ่งชนิดของทรานซิสเตอร์สามารถแบ่งออกได้หลายวิธีแล้วแต่ผู้ผลิตว่าการแบ่งชนิดของทรานซิสเตอร์จะยึดถือรูปลักษณ์แบบไหน ถ้าแบ่งในรูปของการใช้งานก็จะแบ่งออกเป็น ทรานซิสเตอร์ที่ทำหน้าที่สวิทชิ่ง ทรานซิสเตอร์กำลัง ทรานซิสเตอร์ความถี่สูง ฯลฯ การแบ่งอีกวิธีหนึ่งซึ่งนิยมใช้กันมากในยุคแรกๆ คือ การแบ่งโดยใช้สารที่นำมาสร้างเป็นเกณฑ์ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1.1 เยอรมันเนียมทรานซิสเตอร์ (Germanium transistor) เป็นทรานซิสเตอร์ยุคแรกๆ และเป็นชนิดที่มีกระแสรั่วไหลมากจึงไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้
1.2 ซิลิกอนทรานซิสเตอร์ (Silicon Transistor) เป็นทรานซิสเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง มีกระแสรั่วไหลน้อย (Leakage Current) เป็นทรานซิสเตอร์ที่ใช้กันมากในยุคปัจจุบัน
2 โครงสร้างและสัญลักษณ์ของทรานซิสเตอร์
เนื่องจากทรานซิสเตอร์ถูกสร้างขึ้นมาจากสารกึ่งตัวนำชนิดพี (P) และเอ็น (N) ซึ่งนำมาต่อกัน 3 ชิ้น ทำให้เกิดรอยต่อขึ้นระหว่างเนื้อสาร 2 รอยต่อ หรือเรียกว่าจังชั่น (Junction) โดยที่สารที่อยู่ตรงกลางจะเป็นคนละชนิดกับสารที่อยู่หัวและท้าย มีขาต่อออกมาสำหรับนำไปใช้งาน 3 ขา ดังนั้นทรานซิสเตอร์จึงแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามโครงสร้างของสารที่นำมาใช้คือ
1. ทรานซิสเตอร์ชนิด พี เอ็น พี (PNP)
2. ทรานซิสเตอร์ชนิด เอ็นพีเอ็น (NPN)
ทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
เป็นทรานซิสเตอร์ที่สร้างจากสารกึ่งตัวนำชนิด N ชนิด P และชนิด N มาต่อเรียงกันตามลำดับ แล้วต่อสายออกมา 3 สาย เพื่อเป็นขาต่อกับวงจรสารกึ่งตัวนำชนิด P ซึ่งอยู่ตรงกลางจะเป็นจุดร่วม สารกึ่งตัวนำชนิด N จะทำหน้าที่จ่ายอิเล็กตรอนซึ่งจะไหลเป็นกระแสในวงจรส่วนนี้เราเรียกว่า อิมิตเตอร์ อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ผ่านสารกึ่งตัวนำชนิด P ซึ่งเราเรียกว่าเบสส่วนเบสนี้จะเป็นตัวคอยควบคุมอิเล็กตรอนให้ไหลไปยังสารกึ่งตัวนำชนิด N ถัดไปได้มากหรือน้อยอิเล็กตรอนส่วนที่ผ่านเบสมาก็จะเคลื่อนที่มายังสารกึ่งตัวนำชนิด N ซึ่งเราเรียกว่า คอลเลคเตอร์ และกลายเป็นกระแสไหลในวงจรภายนอกต่อไป
ทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
คือทรานซิสเตอร์ที่สร้างจากสารกึ่งตัวนำชนิดพี ชนิดเอ็น และชนิดพี มาเรียงกันตามลำดับแล้วต่อสายจากแต่ละชิ้นส่วนออกมาเป็น 3 สายเพื่อต่อกับวงจรสารกึ่งตัวนำเอ็นจะเป็นจุดร่วม
4. ขาของทรานซิสเตอร์
1. ขาคอลเลคเตอร์ (Collector) เรียกย่อๆ ว่าขา C เป็นขาที่มีโครงสร้างในการโด๊ปสารใหญ่ที่สุด
2. ขาอิมิตเตอร์ (Emitter) เรียกย่อๆ ว่าขา E เป็นขาที่มีโครงสร้างใหญ่รองลงมาและจะอยู่คนละด้านกับขาคอลเลคเตอร์
3. ขาเบส (Base) เรียกย่อๆ ว่าขา B เป็นส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่าง C และ E มีพื้นที่ของโครงสร้างแคบที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 2 ส่วน เมื่อจำแนกลักษณะการต่อตัวทรานซิสเตอร์จึงคล้ายกับการนำเอาไดโอด 2 ตัวมาต่อกัน
5. การทำงานของทรานซิสเตอร์
จากการศึกษาเกี่ยวกับการไหลของกระแสภายในวงจรสารกึ่งตัวนำ การที่เราจะทำให้เกิดการไหลของกระแสหรือให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้นั้น จำเป็นจะต้องให้ไบอัสและกระแสที่ปรากฎทางด้านเอาท์พุทเราต้องสามารถควบคุมค่าของกระแสได้ด้วยจึงจะทำให้ทรานซิสเตอร์ขยายสัญญาณได้ตามความต้องการ
การอธิบายการทำงานของทรานซิสเตอร์จำเป็นจะต้องเข้าใจการไหลในรูปของโฮลและอิเล็กตรอน รวมถึงการไบอัสด้วยซึ่งการไบอัสเป็นวิธีการที่จะทำให้ทรานซิสเตอร์พร้อมที่จะทำงานนั่นเอง ในกรณีของทรานซิสเตอร์มี 3 ขา การป้องกันแรงเคลื่อนที่เหมาะสมหรือไบอัสที่ถูกต้องจะทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานได้
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของทรานซิสเตอร์แล้วจะสามารถจัดรูปแบบการขยายสัญญาณโดยต้องมีอินพุทและเอาท์พุท เมื่อให้ขาหนึ่งเป็นอินพุทขาหนึ่งเป็นเอาท์พุท ขาที่เหลือก็จะต้องเป็นจุดร่วม (Common) อินพุทกับเอาท์พุท จากหลักการดังกล่าวเรากำหนดให้ระหว่าง B กับ E เป็นอินพุท (Input) และระหว่าง B กับ C เป็นเอาท์พุท (Out put) ดังนั้นจะสามารถจัดรูปแบบการขยายได้ 3 แบบหรือ 3 คอมมอน
เนื่องจากวัตถุประสงค์ของทรานซิสเตอร์สร้างมาจากหลักการที่ต้องการให้กระแสทางด้านอินพุทไปควบคุมกระแสเอาท์พุท ดังนั้นจะต้องไบอัสทางด้านเอาท์พุทเป็นไบอัสแบบย้อนกลับ (Reverse Bias) ถ้าให้ไบอัสตรงจะทำให้ทางด้านเอาท์พุทเป็นอิสระไม่ครบวงจรเอาท์พุท ทางด้านอินพุทจะให้ไบอัสตรง (Forward Bias) และแรงเคลื่อนที่มาไบอัสนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่มีค่าสูงแต่อย่างไร เพราะถ้าให้กระแสอินพุทสูงเกินไปจะทำให้กระแสเอาท์พุทเกิดการอิ่มตัว
รูปที่ 3 การจัดอินพุทและเอาท์พุท
6. การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์
ทรานซิสเตอร์ทั้งชนิด NPN และ PNP เมื่อนำไปใช้งานไม่ว่าจะใช้ในวงจรขยายสัญญาณหรือทำงานเป็นสวิตช์จะต้องทำการจัดแรงไฟให้เหมาะสมหรือเรียกว่าการให้ไบอัส (Bias) ให้ทรานซิสเตอร์ก่อน ทรานซิสเตอร์จึงจะทำงานได้โดยใช้หลักการไบอัสดังนี้
1. ไบอัสตรง (Forward Bias) ให้กับรอยต่อระหว่างอิมิตเตอร์กับเบส
2. ไบอัสกลับ (Reverse Bias) ให้กับรอยต่อระหว่างคอลเลคเตอร์กับเบส
การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
รูปที่ 4 การให้ไบอัสของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN
จากวงจร
B1 และ B2 เป็นแรงดันไฟฟ้าป้อนเป็นไบอัสให้ขาต่างๆ ของทรานซิสเตอร์ NPN
B1 เป็นไบอัสตรงระหว่าง B-E ความต้านทานระหว่าง B-E จะต่ำมาก
B2 เป็นไบอัสกลับระหว่าง B-C ความต้านทานระหว่าง B-C จะสูงมาก
ฉะนั้นกระแสอิเล็กตรอนจะไหลในวงจร B-E ครบวงจรและอิเล็กตรอนในสารกึ่งตัวนำชนิด N จะเข้าประจุในสาร P ทันทีทันใด จึงเกิดแรงดันผลักดันให้อิเล็กตรอนเลื่อนตัวไปขา C กระแสอิเล็กตรอนจะผ่าน B1-B2 ครบวงจรทางขา E
จากรูปที่ 4 สำหรับทรานซิสเตอร์ชนิด NPN ก็เช่นกัน การให้ไบอัสทางด้านอินพุทเป็นแบบฟอร์เวิร์ดไบอัสให้ไบอัสทางเอาท์พุทเป็นแบบรีเวิร์สไบอัส ในลักษณะเช่นนี้ถ้าใช้กระแสนิยมเป็นก็จะได้ทิศทางการไหลของกระแสทางอินพุท จากขาเบสไปยังอีมิตเตอร์ อย่างไรก็ตามเราได้ทราบแล้วว่าที่ขาเบสนั้นถูกโด๊ปไว้แคบมากจึงทำให้ประจุส่วนใหญ่ไม่สามารถที่จะไหลไปได้จะต้องให้รีเวิร์สไบอัสระหว่างเบสกับคอลเลคเตอร์เป็นบวกมากๆ เพื่อผลักประจุเหล่านี้ให้เคลื่อนที่ไปยังอีมิตเตอร์ เช่นเดียวกันถ้าดูจากทิศทางการไหลของกระแสแล้วสามารถสรุปได้ว่าIE = IB + IC
การไล่ทิศทางการไหลของกระแสอีกแบบหนึ่งซึ่งนิยมไล่จากขั้วลบไปหาขั้วบวกซึ่งเราเรียกว่า การไล่แบบกระแสอิเล็กตรอนนั้น ทิศทางของกระแสจะทวนหัวลูกศรของสัญลักษณ์ทรานซิสเตอร์ แต่ผลที่ออกมาจะเหมือนกันทุกประการทั้งนี้เพราะการไหลของกระแส ไบโพล่าร์ก็คือ การแลกเปลี่ยนประจุกันระหว่างโฮลกับอิเล็กตรอนนั่นเอง
การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
รูปที่ 5 การให้ไบอัสทรานซิสเตอร์ชนิด PNP
จากวงจร
B1 และ B2 เป็นแรงดันไฟฟ้าป้อนเป็นไบอัสให้ขาต่างๆ ของทรานซิสเตอร์ PNP
B1 เป็นไบอัสตรงระหว่าง B-E ความต้านทานระหว่าง B-E จะต่ำมาก
B2 เป็นไบอัสกลับระหว่าง B-C ความต้านทานระหว่าง B-C จะสูงมาก
ฉะนั้นกระแสอิเล็กตรอนจะไหลในวงจร B ไป E สนามไฟฟ้าลบใน N จึงลดต่ำลงอิเล็กตรอนจากขา C จึงผ่าน B ไป E ผ่าน B2-B1 ครบวงจร ลักษณะการทำงานในตัวของทรานซิสเตอร์ PNP คล้ายกับหลุมหรือโฮลทางขา E วิ่งผ่าน B ไปยังขา C รับเอาอิเล็กตรอนหรือไฟลบจาก B1 จึงทำให้เกิดกระแสอิเล็กตรอนไหลครบวงจร
จากรูปที่ 5 เมื่อให้เบสกับอิมิตเตอร์ได้รับไบอัสแบบฟอร์เวิร์ด ทำให้มีกระแสไหลจากอีมิตเตอร์ไปยังเบส (ตามทิศทางหัวลูกศร) ซึ่งเราเรียกว่า กระแสเบส ย่อด้วย IB กระแสที่ไหลมีค่าประมาณ 2-5 % ของค่ากระแสทั้งหมด เนื่องจากที่ขาเบสนั้นสารที่โด๊ปมีพื้นที่น้อยมากจึงทำให้ประจุจำนวนมากของโฮลมารออยู่ที่ขาเบส ถ้าให้ไบอัสระหว่างเบสกับคอลเลคเตอร์แบบรีเวิร์สมากๆ จะทำให้มีกระแสไหลจากคอลเลคเตอร์ไปยังอีมิตเตอร์ได้ เรียกว่า กระแสคอลเลคเตอร์ ย่อด้วย IC กระแสที่ไหลจะมีค่าประมาณ 95-98 % ของกระแสทั้งหมดซึ่งสามารถสรุปได้ว่าIE = IC + IB
IE คือ กระแสอีมิตเตอร์มีค่าเท่ากับ 100 %
IC คือ กระแสคอลเลคเตอร์ มีค่าเท่ากับ 95-98 %
IB คือ กระแสเบส มีค่าเท่ากับ 2-5 %
VBE คือ แรงไฟไบอัสหรือศักย์ตกคร่อมระหว่างเบสกับอีมิตเตอร์ในขณะที่ทรานซิสเตอร์ทำงานปกติ
Bias ของเยอรมันเนียมทรานซิสเตอร์มีค่า 0.2-0.3 โวลท์
Bias ของซิลิคอนทรานซิสเตอร์ มีค่า 0.6-0.7 โวลท์
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
Diod
ไดโอด (Diod)
การเอาไปใช้งาน
นักอิเล็กทรอนิกส์สมัครเล่นทั้งหลายคงพอจะได้ ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของไดโอด กันพอประมาณ ต่อไปเรามาดูว่า จะเอาไดโอด ไปใช้งานอะไรในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้บ้าง เราท่านทั้งหลายคงจะรู้จักวงจรเพาเวอร์ซัพพลาย หรือวงจร แหล่งจ่ายไฟตรง หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "อะแดปเตอร์" กันบ้างนะครับและวงจรที่ผมจะกล่าวถึงนี้มีอุปกรณ์ ไดโอดเป็นหลัก เราลองมาดูหลักการกัน ตามปกติถ้านักอิเล็กทรอนิกส์ต้องการจะมี แหล่งจ่ายไฟตรงสำหรับนำมาไว้ใช้ ในการทดลองบนโต๊ะทดลอง แต่ยังขาดความรู้ในตัวอุปกรณ์ที่ต้องการใช ้บทความนี้จะเป็น ประโยชน์สำหรับคุณแน่ๆ
ไดโอดที่เรานำมาต่อในวงจรแหล่งจ่ายไฟตรงนี้ มันจะทำหน้าที่กรองไฟที่ผ่านเพียงด้านเดียว ดังรูปที่ 4 แสดงการนำเอา ไดโอด มาต่อในวงจร เมื่อเราได้นำเอาไดโอดมาต่อเข้าหม้อแปลงไฟฟ้า ตามปกติไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นจะมีขนาด 220 โวลต์ และเป็นไฟสลับ อย่าเพิ่งงงนะครับ คำว่าไฟฟ้ากระแสสลับนั้นหมายความว่า มันมีการสลับขั้วบวกและขั้วลบไปมาตลอดเวลา ดังนั้นจึง จะนำมาใช้กับวงจร อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้า กระแสตรงมิได้เด็ดขาด ต้องมีการกรองไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้า กระแสตรงเสียก่อนจึงจะนำไปต่อกับ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้สมมติว่านักอิเล็กทรอนิกส์ ต้องการที่จะต่อวงจรแหล่งจ่ายไฟ ตรงประมาณ 9 โวลต์ ให้กับเครื่องรับวิทยุสัก 1 เครื่อง เราสามารถนำวงจรนี้ไปใช้ งานได้เลยนะครับ เริ่มแรกเราหาซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดไฟเข้า 220 โวลต์ และไฟออก 9 โวลต์ , ไดโอดเบอร์
การเอาไปใช้งาน
นักอิเล็กทรอนิกส์สมัครเล่นทั้งหลายคงพอจะได้ ความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของไดโอด กันพอประมาณ ต่อไปเรามาดูว่า จะเอาไดโอด ไปใช้งานอะไรในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้บ้าง เราท่านทั้งหลายคงจะรู้จักวงจรเพาเวอร์ซัพพลาย หรือวงจร แหล่งจ่ายไฟตรง หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า "อะแดปเตอร์" กันบ้างนะครับและวงจรที่ผมจะกล่าวถึงนี้มีอุปกรณ์ ไดโอดเป็นหลัก เราลองมาดูหลักการกัน ตามปกติถ้านักอิเล็กทรอนิกส์ต้องการจะมี แหล่งจ่ายไฟตรงสำหรับนำมาไว้ใช้ ในการทดลองบนโต๊ะทดลอง แต่ยังขาดความรู้ในตัวอุปกรณ์ที่ต้องการใช ้บทความนี้จะเป็น ประโยชน์สำหรับคุณแน่ๆ
ไดโอดที่เรานำมาต่อในวงจรแหล่งจ่ายไฟตรงนี้ มันจะทำหน้าที่กรองไฟที่ผ่านเพียงด้านเดียว ดังรูปที่ 4 แสดงการนำเอา ไดโอด มาต่อในวงจร เมื่อเราได้นำเอาไดโอดมาต่อเข้าหม้อแปลงไฟฟ้า ตามปกติไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นจะมีขนาด 220 โวลต์ และเป็นไฟสลับ อย่าเพิ่งงงนะครับ คำว่าไฟฟ้ากระแสสลับนั้นหมายความว่า มันมีการสลับขั้วบวกและขั้วลบไปมาตลอดเวลา ดังนั้นจึง จะนำมาใช้กับวงจร อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้า กระแสตรงมิได้เด็ดขาด ต้องมีการกรองไฟฟ้ากระแสสลับให้เป็นไฟฟ้า กระแสตรงเสียก่อนจึงจะนำไปต่อกับ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้สมมติว่านักอิเล็กทรอนิกส์ ต้องการที่จะต่อวงจรแหล่งจ่ายไฟ ตรงประมาณ 9 โวลต์ ให้กับเครื่องรับวิทยุสัก 1 เครื่อง เราสามารถนำวงจรนี้ไปใช้ งานได้เลยนะครับ เริ่มแรกเราหาซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดไฟเข้า 220 โวลต์ และไฟออก 9 โวลต์ , ไดโอดเบอร์
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
พาวเวอร์แอมป์
1. Class A พาวเวอร์แอมป์ชนิดนี้เน้นในเรื่องของคุณภาพเสียง ค่าความเพี้ยนตํ่าและเสียงรบกวนน้อยแต่มีข้อเสียในเรื่องของความร้อนที่ค่อนข้างจะสูงเพราะ มีการป้อนกระแสไฟให้ทรานซิสเตอร์อยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่มีสัญญาณอินพุทเข้ามาก็ตามและกำลังขับที่ได้นั้นก็ค่อนข้างจะน้อย แอมป์ประเภทนี้จึงเหมาะกับนักฟังที่เน้นรายละเอียดของเสียงกลาง-แหลม ไม่เน้นอัดตูมตาม2. Class B เป็นการใช้ทรานซิสเตอร์ 2ตัว ทำงานแบบ Push-Pull หรือ ผลัก ดัน ช่วยกันทำงานคนละครึ่งทาง และจะไม่มีการป้อนกระแสไฟล่วงหน้า ซึ่งมีข้อดีคือเครื่องไม่ร้อน แต่ข้อเสียกลับมากกว่าเพราะความผิดเพี้ยนสูงมาก เสียงจึงไม่มีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันแอมป์ คลาสนี้คงจะไม่มีแล้ว3. Class AB เป็นการรวมตัวกันของแอมป์ทั้ง 2คลาสที่กล่าวมา คือใช้ทรานซิสเตอร์ 2ตัว แต่จะมีการป้อนกระแสไฟปริมาณตํ่าๆเอาไว้ล่วงหน้าอยู่ตลอดแต่จะไม่มากเท่าคลาส A และการจัดวงจรก็ใช้แบบ Push-Pull เหมือนคลาส B จึงทำให้พาวเวอร์แอมป์ประเภทนี้มีคุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี ถึงแม้จะไม่เท่าคลาส A แต่ได้เปรียบในเรื่องของกำลังขับที่มากกว่า และเกิดความร้อนน้อยกว่า และคลาส AB นี้แหละเป็นแอมป์ที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันและสามารถนำไปขับได้ทั้งลำโพงกลาง-แหลม หรือแม้แต่ซับวูเฟอร์ก็ได้4. Class D เป็นพาวเวอร์แอมป์กำลังขับสูง เน้นหนักในเรื่องพละกำลังเพียงอย่างเดียว แอมป์ชนิดนี้ถูกออกแบบมาสำหรับขับซับโดยเฉพาะ เหมาะกับพวกที่ชอบฟังเพลงหนักๆ เน้นพลังเบส กระแทกแรงๆ
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์แม้คอมพิวเตอร์ดูเหมือนว่ามีความซับซ้อนมากน้อยเพียงไรแต่เราสามารถแบ่งการทำงานของเครื่องได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ รับข้อมูล (Input) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้เข้าไปในเครื่องโดยผ่านอุปกรณ์ เช่น คีบอร์ด เมาส์ จอยสติ๊ก เป็นต้น ประมวลผล จะทำการประมวลข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับ โดยหน่วยประมวลผลที่มีชื่อเรียกว่า ซีพียู (CPU: Central Processing Unit)นั้นเปรียบได้เหมือนป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมรรถนะของเครื่องจะขึ้นกับความเร็วในการทำงานของหน่วยประมวลผลสำหรับชุดคำสั่งที่ป้อนให้หน่วยประมวลผลนั้นเรียกว่าโปรแกรม ซึ่งเป็นชุดคำสั่งที่ให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่บางอย่างเฉพาะเจาะจง แสดงผล เป็นส่วนที่แสดงหรือส่งข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลให้ผู้ใช้ ซึ่งอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ จอภาพ (แสดงภาพหรือข้อความ) ลำโพง(ส่งเสียง) เป็นต้น นอกจากการทำงานของเครื่อง 3 ขั้นตอน ยังมีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ หน่วยความจำ (Memory) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีหน่วยความจำสำหรับพักข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ในการประมวลผล โดยรูปแบบการเก็บข้อมูลในเครื่องนั้นมีหน่วยเป็นบิต ที่มีค่าได้เพียง 2 ค่าคือ0 หรือ 1 เท่านั้น เมื่อเรานำข้อมูลมาเรียงต่อกันหลายบิต ก็จะทำให้เราสามารถแทนค่าได้มากขึ้น โดยข้อมูลที่มีขนาด 8 บิต มีชื่อเรียกว่า ไบต์เราใช้หน่วยไบต์ในการวัดขนาดของหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเรามักได้ยินคำ เช่น กิโลไบต์ ,เมกะไบต์และกิกะไบต์ เราสามารถแสดงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นผังแบบง่ายๆได้ดังรูป
ไดโอด
หลักการทำงาน
การจะนำไดโอดไปใช้งานจะต้องมีการจ่ายไบอัสหรือจัดแรงไฟให้ตัวไดโอด เพื่อทำให้ไดโอดนำกระแสและหยุดนำกระแส สามารถจ่ายไบอัสได้สองวิธีคือ ไบอัสตรง (Forward Bias) และไบอัสกลับ (Reverse Bias)
ไบอัสตรง (Forward Bias)
สารกึ่งตัวนำชนิดพี ซึ่งมีโฮลเป็นพาหะส่วนใหญ่มาเชื่อมต่อกับสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น ซึ่งมีอิเล็กตรอนเป็นพาหะส่วนใหญ่ ( พาหะ คือ อิเล็กตรอนหรือโฮลที่เคลื่อนที่) จะทำให้อิเล็กตรอนของสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น เคลื่อนที่ผ่านรอยต่อเข้าไปหาโฮลในสารกึ่งตัวนำชนิดพี และก็เสมือนกับว่าโฮลในสารกึ่งตัวนำชนิดพี เคลื่อนที่ข้ามรอยต่อเข้าไปหาสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น การเคลื่อนที่ของพาหะส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณใกล้รอยต่อพีเอ็น ในบริเวณใกล้รอยต่อนี้จะเป็นบริเวณปลอดพาหะเพราะมีแต่โฮลกับอิเล็กตรอนเท่านั้น ทำให้เกิดสนามไฟฟ้าขึ้น สนามไฟฟ้านี้จะต้านการเคลื่อนที่ของพาหะส่วนใหญ่ของสารกึ่งตัวนำทั้งสองไม่ให้เคลื่อนที่ผ่านรอยต่อ เรียกสภาวะนี้ว่าสภาวะสมดุล ในสภาวะสมดุลนี้ที่รอยต่อสารกึ่งตัวนำชนิดซิลิกอน จะมีความต่างศักย์ที่บริเวณปลอดพาหะประมาณ 0.7 โวลต์ และสารกึ่งตัวนำชนิดเยอรมันเนียมจะมีความต่างศักย์บริเวณปลอดพาหะประมาณ 0.3 โวลต์ ศักย์ไฟฟ้านี้จะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อไดโอดได้รับไบอัสตรง โดยต่อศักย์บวกของแหล่งจ่ายไฟฟ้าเข้ากับขา A และต่อศักย์ลบกับขา K ไฟลบจะไปผลักอิเล็กตรอนอิสระในสารชนิดเอ็นให้เคลื่อนที่ได้ ในเวลาเดียวกันไฟบวกที่จ่ายให้สารชนิดพีจะดึงดูดอิเล็กตรอนให้เคลื่อนที่เข้ามาหา และจะผลักโฮลให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ผ่านสารชนิดพีเข้าศักย์ไฟบวกของแหล่งจ่าย และเคลื่อนที่ผ่านแหล่งจ่ายไปยังขา K ของสารชนิดเอ็นเกิดกระแสไหลผ่านไดโอด แรงดันไบอัสตรงที่จ่ายให้ไดโอดจะต้องจ่ายแรงดันไบอัสมากกว่า ศักย์ไฟฟ้าที่ตกคร่อมอยู่ตรงรอยต่อ ค่าแรงดันนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้ผลิตไดโอด ไดโอดที่ผลิตจากสารเยอรมันเนียมจะมีแรงดัน 0.3 V ส่วนไดโอดที่ผลิตจากสารซิลิคอนจะมีแรงดัน 0.7 V ดังนั้นการจ่ายแรงดันไบอัสตรงจะต้องจ่ายให้มากกศักย์ไฟฟ้าที่ตกคร่อมรอยต่อ ซึ่งเมื่อไดโอดนำกระแสแล้วก็จะมีแรงดันตกคร่อมรอยต่อไดโอดเท่ากับ 0.3 V ในไดโอดชนิดเยอรมันเนียม (Ge) และเท่ากับ 0.7 V ในไดโอดชนิดซิลิคอน (Si)
ไบอัสกลับ (Reverse Bias)
ไบอัสกลับหรือเรียกว่า รีเวิร์ส เป็นการจ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับไดโอดแบบกลับขัวคือจ่ายศักย์ไฟบวกให้สารชนิดเอ็นจ่ายศักย์ไฟลบให้สารชนิดพีจะมีผลให้เกิดการทำงานดังนี้ ศักย์ไฟบวกที่จ่ายให้ขา K จะดึงดูดอิเล็กตรอนอิสระในสารชนิดเอ็นเคลื่อนตัวออกห่างรอยต่อส่วนศักย์ไฟลบที่จ่ายให้ขา A จะดึงโฮลจากสารชนิดพีเคลื่อนตัวออกห่างรอยต่อเช่นกันทำให้รอยต่อกว้างมากขึ้นอิเล็กตรอนวิ่งไม่ครบวงจร ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลในตัวไดโอด แต่อาจจะมีกระแสรั่วไหล (Leakage Current) บ้างเล็กน้อย โดยค่ากระแสรั่วไหลในไดโอดที่ผลิตจากสารเยอรมันเนียมจะมากกว่าไดโอดที่ผลิตจากซิลิคอน
การจะนำไดโอดไปใช้งานจะต้องมีการจ่ายไบอัสหรือจัดแรงไฟให้ตัวไดโอด เพื่อทำให้ไดโอดนำกระแสและหยุดนำกระแส สามารถจ่ายไบอัสได้สองวิธีคือ ไบอัสตรง (Forward Bias) และไบอัสกลับ (Reverse Bias)
ไบอัสตรง (Forward Bias)
สารกึ่งตัวนำชนิดพี ซึ่งมีโฮลเป็นพาหะส่วนใหญ่มาเชื่อมต่อกับสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น ซึ่งมีอิเล็กตรอนเป็นพาหะส่วนใหญ่ ( พาหะ คือ อิเล็กตรอนหรือโฮลที่เคลื่อนที่) จะทำให้อิเล็กตรอนของสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น เคลื่อนที่ผ่านรอยต่อเข้าไปหาโฮลในสารกึ่งตัวนำชนิดพี และก็เสมือนกับว่าโฮลในสารกึ่งตัวนำชนิดพี เคลื่อนที่ข้ามรอยต่อเข้าไปหาสารกึ่งตัวนำชนิดเอ็น การเคลื่อนที่ของพาหะส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณใกล้รอยต่อพีเอ็น ในบริเวณใกล้รอยต่อนี้จะเป็นบริเวณปลอดพาหะเพราะมีแต่โฮลกับอิเล็กตรอนเท่านั้น ทำให้เกิดสนามไฟฟ้าขึ้น สนามไฟฟ้านี้จะต้านการเคลื่อนที่ของพาหะส่วนใหญ่ของสารกึ่งตัวนำทั้งสองไม่ให้เคลื่อนที่ผ่านรอยต่อ เรียกสภาวะนี้ว่าสภาวะสมดุล ในสภาวะสมดุลนี้ที่รอยต่อสารกึ่งตัวนำชนิดซิลิกอน จะมีความต่างศักย์ที่บริเวณปลอดพาหะประมาณ 0.7 โวลต์ และสารกึ่งตัวนำชนิดเยอรมันเนียมจะมีความต่างศักย์บริเวณปลอดพาหะประมาณ 0.3 โวลต์ ศักย์ไฟฟ้านี้จะมีค่าลดลงเรื่อย ๆ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นเมื่อไดโอดได้รับไบอัสตรง โดยต่อศักย์บวกของแหล่งจ่ายไฟฟ้าเข้ากับขา A และต่อศักย์ลบกับขา K ไฟลบจะไปผลักอิเล็กตรอนอิสระในสารชนิดเอ็นให้เคลื่อนที่ได้ ในเวลาเดียวกันไฟบวกที่จ่ายให้สารชนิดพีจะดึงดูดอิเล็กตรอนให้เคลื่อนที่เข้ามาหา และจะผลักโฮลให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ผ่านสารชนิดพีเข้าศักย์ไฟบวกของแหล่งจ่าย และเคลื่อนที่ผ่านแหล่งจ่ายไปยังขา K ของสารชนิดเอ็นเกิดกระแสไหลผ่านไดโอด แรงดันไบอัสตรงที่จ่ายให้ไดโอดจะต้องจ่ายแรงดันไบอัสมากกว่า ศักย์ไฟฟ้าที่ตกคร่อมอยู่ตรงรอยต่อ ค่าแรงดันนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้ผลิตไดโอด ไดโอดที่ผลิตจากสารเยอรมันเนียมจะมีแรงดัน 0.3 V ส่วนไดโอดที่ผลิตจากสารซิลิคอนจะมีแรงดัน 0.7 V ดังนั้นการจ่ายแรงดันไบอัสตรงจะต้องจ่ายให้มากกศักย์ไฟฟ้าที่ตกคร่อมรอยต่อ ซึ่งเมื่อไดโอดนำกระแสแล้วก็จะมีแรงดันตกคร่อมรอยต่อไดโอดเท่ากับ 0.3 V ในไดโอดชนิดเยอรมันเนียม (Ge) และเท่ากับ 0.7 V ในไดโอดชนิดซิลิคอน (Si)
ไบอัสกลับ (Reverse Bias)
ไบอัสกลับหรือเรียกว่า รีเวิร์ส เป็นการจ่ายแรงดันไฟฟ้าให้กับไดโอดแบบกลับขัวคือจ่ายศักย์ไฟบวกให้สารชนิดเอ็นจ่ายศักย์ไฟลบให้สารชนิดพีจะมีผลให้เกิดการทำงานดังนี้ ศักย์ไฟบวกที่จ่ายให้ขา K จะดึงดูดอิเล็กตรอนอิสระในสารชนิดเอ็นเคลื่อนตัวออกห่างรอยต่อส่วนศักย์ไฟลบที่จ่ายให้ขา A จะดึงโฮลจากสารชนิดพีเคลื่อนตัวออกห่างรอยต่อเช่นกันทำให้รอยต่อกว้างมากขึ้นอิเล็กตรอนวิ่งไม่ครบวงจร ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลในตัวไดโอด แต่อาจจะมีกระแสรั่วไหล (Leakage Current) บ้างเล็กน้อย โดยค่ากระแสรั่วไหลในไดโอดที่ผลิตจากสารเยอรมันเนียมจะมากกว่าไดโอดที่ผลิตจากซิลิคอน
วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ทรัพยากรธรรมชาติปากพนัง
เกาะกระ แดนสวรรค์นักท่องเที่ยว-ยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติ พื้นที่คุ้มครองทางทะเลแหล่งวางไข่เต่าทะเล คณะสำรวจหมู่เกาะกระ อ.หัวไทร จ.นครศณีธรรมราช นำโดย นายสมนึก เกตุชาติ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช นายสุเทพ เกื้อสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.นครศรีธรรมราช นางศูลีพร เสรีวิวัฒนา นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.สุพจน์ จันทราภรณ์ศิลป์ ผู้อำนวยการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งช่วงอ่าวไทยตอนล่าง ได้เดินทางไปสำรวจเกาะกระ“ระหว่างวันที่ 2-3 มิ.ย. 2552 ที่ผ่านมา เพื่อนำมาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวทางทะเล รวมทั้งหามาตรการในการควบคุมป้องกันการทำลายทรัพยาการธรรมชาติบนเกาะกระ และบริเวณรอบ ๆ เกาะกระ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้นักวิชาการสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทำการสำรวจ ”เกาะกระ” จ.นครศรีธรรมราช เพื่อยกระดับพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับท้องถิ่น เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติและระดับนานาชาติ พบว่าเกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช มีความสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางทะเล และเกาะกระเป็นเกาะมีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ มีหาดทรายยาวประมาณ 150 มีแนวปะการังกว่า 400 ไร่ เมตร มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดของอ่าวไทย โดยพบปะการังแปรงล้างขวดหลายชนิด เช่น ชนิด” Acroporalongicyathus, Acropora nana, Acropora copiosa และ Acropora exquista” ที่จะอยู่ในน้ำทะเลที่คุณภาพดี น้ำใสสะอาดเท่านั้น “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทำการสำรวจตรวจพบว่าบริเวณหมู่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่หากจากแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง ประมาณ 65 กิโลเมตร ห่างจาก อ.หัวไทร ประมาณ 60 กิโลเมตร แม้จะมีระยะทางไกลแต่สามารถเดินทางไปเกาะกระได้จากพื้นที่หลายจังหวัดที่พื้นที่ติดแนวชายฝั่งอ่าวไทย เป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเลหลายชนิด เช่น เต่าตนุ เต่ามะเฟือง เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าหัวค้อน โดยเต่าทะเลในไทยอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงเป็นที่สุดเพราะเหลือจำนวนพ่อพันธุ์แม่พันธ์ที่พบไม่ถึง 500 ตัว เนื่อง จากชายหาดที่เป็นที่วางไขถูกบุกรุกโดยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และในปัจจุบันเหลือสถานที่วางไข่ของเต่าทะเลเพียงไม่กี่แห่ง โดยที่ยังสมบูรณ์ที่สุดคือที่เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช “ โดยเฉพาะ ”เต่าตนุ” ซึ่งเป็นเต่ากระดองแข็งเป็นสัตว์สงวนและคุ้มครองอยู่ ในบัญชีอนุสัญญาไซเตสบัญชี 1 ซึ่งถือว่าใกล้สูญพันธ์ เมื่อโตเต็มที่เต่าตนุจะมีขนาดกระดอง 90-100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 110-180 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีแนวป่าชายเลนที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหายากหลากหลายชนิด “กรมทรัพยากรทางทะเลทำจัดทำแผนอนุรักษ์แหล่งวางไข่ของเต่าทะเลแบบยั่งยืนต่อจาการอนุรักษ์ และเพาะพันธุ์เต่าทะเลเพื่อปล่อยสู่ธรรมชาติที่เกาะมันใน โดยได้เสนอต่อที่ประชุมอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพครั้งที่ 5 ที่ประเทศเยอรมนี เกี่ยวกับกิจกรรมการอนุรักษ์แหล่งวางไข่เต่าทะเลเป็นโครงการเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตโลกอนุรักษ์แหล่งวางไขเต่าทะเล และได้เสนอให้เกาะกระเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่างประเทศ (Ramsar Site) ประเภทพื้นที่คุ้มครองทางทะเล โดยเกาะกระมีชายหาดที่เต่าทะเลขึ้นมากวางไข่มากที่สุด เพื่ออนุรักษ์แหล่งวางไข่เต่าทะเลอีกแห่งหนึ่งในเมืองไทย เพราะโดยภาพรวมเกาะกระยังห่างไกลจากการรบกวนโดยกิจกรรมของมนุษย์ “ซึ่งการเสนอให้ ”เกาะกระ”เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่พร้อมทั้งกำหนดมาตรการป้องกันรองรับเป็นกรณีพิเศษโดยจะครอบคลุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่งทะเลและชายหาด ตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เช่น แนวปะการัง หญ้าทะเล เป็นต้น ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการควบคุมมิให้ใช้ประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมากเกินความจำเป็นเนื่องจากเราไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมดูแลและป้องกันรวมทั้งการลงโทษผู้กระทำผิดประกอบกับกำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากชมรมอนุรักษ์ทางทะเล ชาวประมงพื้นบ้าน และชุมชนในพื้นที่ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลช่วยกันสอดส่องดูแล โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะทำหน้าที่ในการประสานงานให้คำแนะนำในการบริหารจัดการควบคู่กับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้า คาดว่าคงใช้ผ่านขั้นตอนและมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยภายหลังออกประกาศแล้ว ต้องมีแผนรองรับที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้มีการจับจองหรือเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สำหรับ“หมู่เกาะกระ” ประกอบด้วย เกาะ 3 เกาะ และเกาะบริวารอีก 2 เกาะ คือ เกาะกลาง และเกาะเล็ก และเกาะขนาดเล็กอีก 1 เกาะ ชาวบ้านเรียกว่า”กองหิน” ซึ่งเกาะที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดพื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นภูเขาสูงไร้ประโยชน์ มีแนวหาดทรายสั้น ๆ อยู่ทางทิศตะวันตก ในส่วนที่กองหินที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอยู่ปลายสุดทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งในพื้นที่ของเกาะกลาง และเกาะเล็กไม่มีส่วนที่เป็นพื้นที่ราบเลย จุดหัวเกาะกระ จุดนี้สามารถมองเห็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่พักอาศัยของปลากะพงแดงขนาดใหญ่ เนื่องจากบริเวณนี้จะมีหินใต้น้ำและกอปะการังแข็ง น้ำขุ่น จึงไม่เหมาะแก่การดำน้ำ แต่เป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยของปลากะพงแดงสำหรับกองหินในส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ทางบริษัทโปรเฟสชั่นแนลไดเวอร์ ผู้บุกเบิกหมู่เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งดำน้ำเรียกหินกองนี้ว่า "กองหินโปรไดฟ์" ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับ”กองหินริเชลิว” หรือหินแดงทางฝั่งอันดามัน สำหรับกองหินโปรไดฟ์ หรือกองหินเกาะกระนี้เป็นจุดที่ดีที่สุดในการดำน้ำใต้ทะเลลึก โดยจุดนี้น้ำทะเลใส มากมายไปด้วยฝูงปลานานาชนิดที่ว่ายวนเวียนไปมามากมายนับพันนับหมื่นตัว มีทั้งฝูงปลากะพงแดงขนาดใหญ่ ฝูงปลากะพงว่ายฉวัดเฉวียนไปมา แต่ที่มากที่สุดคือ ปลาข้างเหลือง ในส่วนปะการังหลักของที่นี่เป็นปะการังแข็งที่มีลักษณะเหมือนดอกไม้ดอกใหญ่ กางกลีบดอกออกกว้างขวางมากมาย ซ้อนทับกันสวยงามมาก ซึ่งหากดำน้ำลึกลงไปกว่านี้น้ำทะเลจะเริ่มขุ่น และขุ่นมากขึ้น ผู้ที่ดำน้ำชมความงามของปะการังและฝูงปลาที่ความลึกระดับนี้ดีที่สุด ใกล้ ๆ บริเวณนี้จะเป็นลานทรายกว้าง ซึ่งสามารถพบเห็นปูเสฉวน ซึ่งเป็นปูที่แปลกกว่าปูชนิดอื่น ๆ คือ มีส่วนลำตัวนิ่ม ไม่มีเปลือกแข็งของตัวเอง ปูเสฉวนจึงต้องหาเปลือกหอยมาเป็นเกราะกำบังส่วนที่อ่อนนิ่ม และจะต้องเอาเปลือกหอยนี้ติดตัวไปด้วยตลอดเวลา แม้กระทั่งลอกคราบเมื่อมีศัตรูเข้ามาปูเสฉวนจะทำปฏิกริยาเช่นเดียวกับเต่า คือ หดอวัยวะทั้งหมดเข้าไปในเปลือกหอย ปูเสฉวนจะทิ้งเปลือกก็ต่อเมื่อตัวของมันโตขึ้นและพบเปลือกที่เหมาะสมกว่าอันเดิมสำหรับเกาะกลาง จุดหัวเกาะด้านทิศตะวันตก จะพบปะการังแข็งรูปกลีบดอกไม้ซ้อนกันเป็นชั้นๆ แน่นขนัด นับเป็นจุดที่มีปะการังแข็งสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มหวีทะเลสีแดงมากมาย หลายต้น บางจุดหวีทะเลเรียงซ้อนกันแน่นดูสวยงามมาก แต่ตรงบริเวณนี้น้ำทะเลค่อนข้างไหลแรง ส่วนทางด้านทิศตะวันออกของเกาะกลาง เป็นกองหินใต้น้ำเล็กๆมีแส้ทะเลชูเส้นแส้เหยียดยาวขึ้นไปเป็นจุดๆ และใกล้ๆกันนั้น มีแนวกองหินขนาดใหญ่ บนยอดหินมีกลุ่มปะการังแข็งรูปกลีบดอกไม้ขึ้นอยู่มากมาย มากมายไปด้วยฝูงปลาที่ว่ายฉวัดเฉวียนไปมา โดยเฉพาะปลาข้างเหลือง นอกจากนี้ยังสามารถพบเห็นปลาช่อนทะเลขนาดใหญ่(บางตัวใหญ่ขนาดตัวเท่าคน) รวมทั้งทากทะเลขนาดใหญ่ และที่ระดับน้ำความลึกประมาณ 30 ฟุต ยังสามารถพบเห็นแมงกะพรุนตัวเล็กๆ ลอยตามกระแสน้ำนับแสนนับล้านตัว มีทั้งแมงกะพรุนใส ๆ ธรรมดา และแมงกะพรุนข้างนอกใสข้างในเป็นน้ำตาลออกแดง หรือที่เรียกว่า ”แมงกะพรุนไฟ” แมงกะพรุนเป็นสัตว์ทะเลที่ถูกจัดเข้าอยู่ในจำพวกเดียวกันกับปะการัง เพียงแต่ไม่มีโครงสร้างหินปูนอยู่ในตัวเท่านั้น แมงกะพรุนมีด้วยกันมากมายหลายแบบหลายขนาด ทุกแบบทุกขนาดมีพิษอยู่ที่หนวดยาว ตั้งแต่พิษแค่แสบ ๆ คัน ๆ ไปจนถึงพิษที่ถึงตายได้หากรักษาไม่ทันแต่ทะเลไทยยังไม่พบแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรงขนาดนั้น เรามักพบแมงกะพรุนมากหลังจากที่เกิดลมพายุฝนตกหนัก เพราะหลังจากฝนตก สภาพความเป็นกรดด่างและจำนวน”แพลงตอน”ในทะเลก็เปลี่ยนไปในทางที่เอื้อต่อการเพิ่มจำนวนของแมงกะพรุนในส่วนของ”เกาะเล็ก”มีแนวปะการังเขากวางใหญ่สุดลูกหูลูกตาขนาดเท่ากับสนามฟุตบอลและเมื่อดำน้ำลงไป ความลึกก็จะค่อยตื้นขึ้นเรื่อยๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในปัจจุบันเกาะกระนับเป็นแดนสวรรค์ของนักดำน้ำและตกปลาที่นิยมเดินทางไปทำกิจกรรมกันอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักตกปลาเล่าลือกันว่าพื้นที่รอบ ๆ เกาะกระ เป็นแหล่งที่มีปลาและสัตว์น้ำหลากหลายชนิดที่หายากและชุกชุมมากที่สุด และสัตว์น้ำขนาดใหญ่กว่าที่อื่น ๆ โดยปลาขนาดใหญ่หลายชนิดน้ำหนักตัวละนับ 100 กิโลกรัมซึ่งนักตกปลาตกได้ ส่วนเต่าทะเลจะมีน้ำหนักตัวละเกือบ 200 กิโลกรัม นอกจากนี้นักตกปลายังเล่าลือกันว่ารอบ ๆ เกาะกระเป็นแหล่งอาศัยของปลาดุกและปลาช่อนทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทะเลอ่าวไทย ทำให้นักตกปลาทั่วประเทศให้ความสนใจและคาดหวังจะได้มีโอกาสเดินทางไปตกปลาที่เกาะกระในวันที่คณะเดินทางไปนั้นนับว่าโชคดีมากเราได้เห็นเต่า ตนุ 3 ตัวขึ้นมาวางไข่ให้เราเห็นนับว่าเป็นโชคดีมากๆ สำหรับการสำรวจครั้งนี้ ซึ่งการเดินทางจาก จ.นครศรีธรรมราชไปยังเกาะกระเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดซึ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 12-15 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามขณะนี้มีการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวเกาะกระ จากพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช และจากพื้นที่หลายจังหวัดในภาคใต้ ภาคกลาง หรือจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ต่างจัดโปรแกรมท่องเที่ยว ”เกาะกระ” และทยอยเดินทางไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เการะกระอยู่ในสภาพเริ่มเสื่อมโทรมเนื่องจากนักท่องเที่ยวเข้าไปดำน้ำดูปะการังโดยขาดความรู้ ความเข้าใจและขาดความชาญในการว่ายน้ำจึงเหยียบปะการังเสียหายยับเยิน และยังถูกชาวบ้านบุกรุกทำให้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้รับความเสียหายไม่น้อย นอกจากนี้ยังพบเรื่องที่น่าว่ามีการจับสัตว์น้ำโดยเฉพาะเต่าทะเลขนาดใหญ่กินเป็นอาหารด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังและควบคุมอย่างใกล้ชิด ก่อนที่เกาะกระจะเสีย
คอมพิวเตอร์คืออะไร
คอมพิวเตอร์คืออะไร
คอมพิวเตอร์คืออะไรคอมพิวเตอร์ คือ เครื่องมือทางอิเล็คทรอนิคส์ ที่ช่วยผ่อนแรงงานทางด้านสมอง ให้กับมนุษย์ขนาดของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะแบ่งออกเป็น 3 ขนาดคือ 1. Main Frame Computer (เมนเฟรมคอมพิวเตอร์) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ จุข้อมูลได้มาก ใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ หรือ ทั่วโลก ประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งข้อมูลแบบออนไลน์ (On-Line) ราคาแพงมาก (ประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไป) ธุรกิจในประเทศไทย ที่ใช้เครื่อง Main Frame Computer ได้แก่ ธนาคาร , สายการบิน , ตลาดหุ้น เป็นต้น2. Mini Computer (มินิคอมพิวเตอร์) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง ใช้กับธุรกิจขนาดกลาง เช่น ตามบริษัท , โรงพยาบาล , โรงเรียน , มหาวิทยาลัย ที่มีการออนไลน์ ภายในตัวอาคาร ไม่ไกลมากนัก ราคาเครื่องจะประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป3. Micro Computer (ไมโครคอมพิวเตอร์) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่อง PC (Personal Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ใช้เฉพาะ บุคคล (1 คน ต่อ 1 เครื่อง) ราคาถูก ประมาณเครื่องล่ะ 10,000 บาท ขึ้นไป ในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมาก เกือบทุกธุรกิจ เพราะราคาถูก หาซื้อง่าย และประสิทธิภาพก็ใกล้เคียงกับเครื่องรุ่นใหญ่ สบาย ๆ ในปัจจุบัน ยังมีเครื่องขนาดเล็กอีก คือ เครื่องกระเป๋าหิ้ว หรือที่เรียกว่า Note Book , Lab Top และเครื่องขนาดกระเป๋าเสื้อ หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่อง ปาลม์ Palmระบบของคอมพิวเตอร์ (Computer System) ระบบของคอมพิวเตอร์ จะแบ่งออกเป็น 3 ระบบคือ1. Hard Ware (ฮารด์แวร์) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่เราจับต้องได้ และมองเห็น ดังนั้น อุปกรณ์ที่เป็นคอมพิวเตอร์ หรือ เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็น Hard Ware ทั้งสิ้น โดยจะแบ่งอุปกรณ์ Hard Ware ออกเป็น 3 หน้าที่คือ1.1. Input Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูล ได้แก่ แป้นพิมพ์ Keyboard , เม้าส์ Mouse1.2. Processing Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ประมวลผล ได้แก่ CPU (Central Processing Unit) ในที่นี้ก็คือ เจ้ากล่องเหล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่นั่นแหละครับ เราเรียก CPU ลักษณะจะเป็น Case คือตัวเครื่อง1.3. Output Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมา ได้แก่ จอภาพ Monitor , เครื่องพิมพ์ Printer , สแกนเนอร์ Scanner , ลำโพงเสียง Speaker , โปรเจคเตอร์ Projector เครื่องฉายภาพในขณะเดียวกัน ยังมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง Input Unit และ Output Unit ได้ด้วย เช่น เครื่องบันทึก/อ่าน แผ่นดิสก์ (Disk Drive) , เครื่องบันทึก/อ่าน แผ่นซีดี (CD Read/Writer) , เครื่องถ่ายภาพระบบดิจิตอล Digital Camera2. Soft Ware (ซอฟท์แวร์) คือ โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นชุดคำสั่ง ที่ถูกเขียนขึ้นมาจาก ภาษาทางคอมพิวเตอร์ (Computer Language) เพื่อสั่งให้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ Soft Ware แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ2.1 System Soft Ware คือ โปรแกรมควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OS = Operating System) เช่น บนเครื่อง Main Frame Computer ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า UNIX , บนเครื่อง Mini Computer ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า OS/2 , บนเครื่อง Micro Computer หรือ PC ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า DOS , หรือในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากคือ Microsoft Windows นั่นเอง ซึ่ง โปรแกรมวินโดวส์นี้ ก็มีหลายเวอร์ชั่น (Version) ออกมา เช่น Windows 3.11 , Windows 95 , Windows 98 , Windows 2000 , Windows ME และล่าสุดตอนนี้ก็คือ Windows XP2.2 Application Soft Ware คือ โปรแกรมประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องถูกเขียนขึ้นมาจากภาษาทางคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไป ได้แก่Microsoft Word เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับงานพิมพ์ทั่ว ๆ ไปMicrosoft Excel เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับงานด้านการคำนวณ , ตาราง , สถิติ , กราฟMicrosoft PowerPoint เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับการทำสไลด์ , งานนำเสนอ PresentationMicrosoft Access เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับฐานข้อมูล (Data Base Management)ปกติโดยทั่วไปเราจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 4 ชื่อนี้ในที่ทำงานต่าง ๆ โดยเรียกรวมว่า Microsoft OFFICEนอกจากนี้ยังมีโปรแกรมอื่น ๆ ที่ใช้งานอีก อาทิ เช่นMicrosoft Publisher เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการทำนามบัตร , ป้ายประกาศต่าง ๆ , การ์ด ต่าง ๆAutoCAD เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนแบบPhoto Shop เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการตกแต่งภาพ3D Studio เป็นโปรแกรมทำภาพเคลื่อนไหว AnimationPage Maker เป็นโปรแกรมเกี่ยวกับโรงพิมพ์ เป็นต้น3. People Ware (พีเพิ่ลแวร์) คือ บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ทำงานในงานทางด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานทางคอมพิวเตอร์นั้น ก็จะแบ่งหน้าที่ต่าง ๆ กัน สามารถแบ่งบุคลากรทางคอมพิวเตอร์ เป็นตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้BOSS คือตำแหน่งของผู้บริหารสูงสุด เช่น เจ้าของบริษัท Microsoft คือ Bill Gate เป็นต้นAdmin คือตำแหน่งของผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโปรแกรม Word เป็นต้นSystem Analysis คือตำแหน่งของนักวิเคราะห์ และออกแบบระบบProgrammer คือตำแหน่งคนเขียนโปรแกรม (ถือว่าตำแหน่งนี้สำคัญที่สุด)Operator คือตำแหน่งผู้ดูแลระบบเครื่องต่าง ๆ คล้าย ๆ กับช่างคอมพิวเตอร์Users คือตำแหน่งของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์Data Entry คือตำแหน่งของผู้ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์คืออะไรคอมพิวเตอร์ คือ เครื่องมือทางอิเล็คทรอนิคส์ ที่ช่วยผ่อนแรงงานทางด้านสมอง ให้กับมนุษย์ขนาดของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะแบ่งออกเป็น 3 ขนาดคือ 1. Main Frame Computer (เมนเฟรมคอมพิวเตอร์) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ จุข้อมูลได้มาก ใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ หรือ ทั่วโลก ประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งข้อมูลแบบออนไลน์ (On-Line) ราคาแพงมาก (ประมาณ 100 ล้านบาทขึ้นไป) ธุรกิจในประเทศไทย ที่ใช้เครื่อง Main Frame Computer ได้แก่ ธนาคาร , สายการบิน , ตลาดหุ้น เป็นต้น2. Mini Computer (มินิคอมพิวเตอร์) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง ใช้กับธุรกิจขนาดกลาง เช่น ตามบริษัท , โรงพยาบาล , โรงเรียน , มหาวิทยาลัย ที่มีการออนไลน์ ภายในตัวอาคาร ไม่ไกลมากนัก ราคาเครื่องจะประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป3. Micro Computer (ไมโครคอมพิวเตอร์) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่อง PC (Personal Computer) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดเล็ก ใช้เฉพาะ บุคคล (1 คน ต่อ 1 เครื่อง) ราคาถูก ประมาณเครื่องล่ะ 10,000 บาท ขึ้นไป ในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมาก เกือบทุกธุรกิจ เพราะราคาถูก หาซื้อง่าย และประสิทธิภาพก็ใกล้เคียงกับเครื่องรุ่นใหญ่ สบาย ๆ ในปัจจุบัน ยังมีเครื่องขนาดเล็กอีก คือ เครื่องกระเป๋าหิ้ว หรือที่เรียกว่า Note Book , Lab Top และเครื่องขนาดกระเป๋าเสื้อ หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่อง ปาลม์ Palmระบบของคอมพิวเตอร์ (Computer System) ระบบของคอมพิวเตอร์ จะแบ่งออกเป็น 3 ระบบคือ1. Hard Ware (ฮารด์แวร์) คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ที่เราจับต้องได้ และมองเห็น ดังนั้น อุปกรณ์ที่เป็นคอมพิวเตอร์ หรือ เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็น Hard Ware ทั้งสิ้น โดยจะแบ่งอุปกรณ์ Hard Ware ออกเป็น 3 หน้าที่คือ1.1. Input Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูล ได้แก่ แป้นพิมพ์ Keyboard , เม้าส์ Mouse1.2. Processing Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ประมวลผล ได้แก่ CPU (Central Processing Unit) ในที่นี้ก็คือ เจ้ากล่องเหล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่นั่นแหละครับ เราเรียก CPU ลักษณะจะเป็น Case คือตัวเครื่อง1.3. Output Unit คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ออกมา ได้แก่ จอภาพ Monitor , เครื่องพิมพ์ Printer , สแกนเนอร์ Scanner , ลำโพงเสียง Speaker , โปรเจคเตอร์ Projector เครื่องฉายภาพในขณะเดียวกัน ยังมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง Input Unit และ Output Unit ได้ด้วย เช่น เครื่องบันทึก/อ่าน แผ่นดิสก์ (Disk Drive) , เครื่องบันทึก/อ่าน แผ่นซีดี (CD Read/Writer) , เครื่องถ่ายภาพระบบดิจิตอล Digital Camera2. Soft Ware (ซอฟท์แวร์) คือ โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นชุดคำสั่ง ที่ถูกเขียนขึ้นมาจาก ภาษาทางคอมพิวเตอร์ (Computer Language) เพื่อสั่งให้อุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ Soft Ware แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ2.1 System Soft Ware คือ โปรแกรมควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (OS = Operating System) เช่น บนเครื่อง Main Frame Computer ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า UNIX , บนเครื่อง Mini Computer ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า OS/2 , บนเครื่อง Micro Computer หรือ PC ก็จะใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องที่ชื่อว่า DOS , หรือในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากคือ Microsoft Windows นั่นเอง ซึ่ง โปรแกรมวินโดวส์นี้ ก็มีหลายเวอร์ชั่น (Version) ออกมา เช่น Windows 3.11 , Windows 95 , Windows 98 , Windows 2000 , Windows ME และล่าสุดตอนนี้ก็คือ Windows XP2.2 Application Soft Ware คือ โปรแกรมประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะต้องถูกเขียนขึ้นมาจากภาษาทางคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรมสำเร็จรูปทั่ว ๆ ไป ได้แก่Microsoft Word เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับงานพิมพ์ทั่ว ๆ ไปMicrosoft Excel เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับงานด้านการคำนวณ , ตาราง , สถิติ , กราฟMicrosoft PowerPoint เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับการทำสไลด์ , งานนำเสนอ PresentationMicrosoft Access เป็นโปรแกรมที่ใช้งานสำหรับฐานข้อมูล (Data Base Management)ปกติโดยทั่วไปเราจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 4 ชื่อนี้ในที่ทำงานต่าง ๆ โดยเรียกรวมว่า Microsoft OFFICEนอกจากนี้ยังมีโปรแกรมอื่น ๆ ที่ใช้งานอีก อาทิ เช่นMicrosoft Publisher เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการทำนามบัตร , ป้ายประกาศต่าง ๆ , การ์ด ต่าง ๆAutoCAD เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนแบบPhoto Shop เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการตกแต่งภาพ3D Studio เป็นโปรแกรมทำภาพเคลื่อนไหว AnimationPage Maker เป็นโปรแกรมเกี่ยวกับโรงพิมพ์ เป็นต้น3. People Ware (พีเพิ่ลแวร์) คือ บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่ทำงานในงานทางด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานทางคอมพิวเตอร์นั้น ก็จะแบ่งหน้าที่ต่าง ๆ กัน สามารถแบ่งบุคลากรทางคอมพิวเตอร์ เป็นตำแหน่งต่าง ๆ ดังนี้BOSS คือตำแหน่งของผู้บริหารสูงสุด เช่น เจ้าของบริษัท Microsoft คือ Bill Gate เป็นต้นAdmin คือตำแหน่งของผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโปรแกรม Word เป็นต้นSystem Analysis คือตำแหน่งของนักวิเคราะห์ และออกแบบระบบProgrammer คือตำแหน่งคนเขียนโปรแกรม (ถือว่าตำแหน่งนี้สำคัญที่สุด)Operator คือตำแหน่งผู้ดูแลระบบเครื่องต่าง ๆ คล้าย ๆ กับช่างคอมพิวเตอร์Users คือตำแหน่งของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์Data Entry คือตำแหน่งของผู้ป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ความหมายของคอมพิวเตอร์หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่สามารถรับโปรแกรมและข้อมูล ประมวลผล สื่อสารเคลื่อนย้ายข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ได้วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ จะมีขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน1. รับข้อมูล (Input) คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่รับข้อมูลเพื่อนำไปประมวล อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ แป้นพิมพ์ (Keyboard) และเมาส์ (Mouse) เป็นต้น2. ประมวลผล (Process) เมื่อคอมพิวเตอร์รับข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้ว จะทำการประมวลผลตามโปรแกรมหรือคำสั่งที่กำหนด เช่น การคำนวณภาษี การคำนวณเกรดเฉลี่ย เป็นต้น3. แสดงผล (Output) คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากดการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผล อุปกรณ์ทำหน้าที่แสดงที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ จอภาพ (Monitor)และเครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นต้น4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) คอมพิวเตอร์จะทำการจัดเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)แผ่นฟลอบปีดิสก์ (Floppy Disk)เป็นต้นคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการดังนี้1. การทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic machine)การจัดเก็บข้อมูลที่บันทึกผ่านทางแป้นพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและสามารถประมวลผลได้ และเมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผลเรียบร้อยแล้วข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้าจะถูกแปลงกลับให้เป็นรูปแบบที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้2. การทำงานด้วยความเร็วสูง (Speed)เนื่องจากการทำงานของคอมพิวเตอร์เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นการดำเนินงานต่าง ๆ จึงสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็ว (มากกว่าพันล้านคำสั่งในหนึ่งวินาที)3. ความถูกต้องแม่นยำเชื่อถือได้ (Accuracy and Reliability)คอมพิวเตอร์จะทำงานตามที่คำสั่งที่มนุษย์เขียนโปรแกรมหรือคำสั่งไว้ ถ้าผู้ใช้ป้อนข้อมูลและชุดคำสั่งมีความถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลก็จะมีความถูกต้องเชื่อถือได้4. การเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมาก (Storage)คอมพิวเตอร์ทีหน่วยความจำที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่บันทึกไป ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะมีหน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหมื่นล้านตัวอักษร5. การสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูล (Communication)คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ และสามารถทำงานที่หลากหลายมากขึ้นกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ระบบเดี่ยว เช่น การนำคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นประเภทของคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์สามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของขนาดเครื่อง ความเร็วในการประมวลผล และราคาเป็นข้อพิจารณา หลักโดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์เป็น 6 ประเภท ดังนี้ คือ1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด การใช้งานคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เช่น การพยากรณ์อากาศ การทดสอบทางอวกาศและงานอื่นที่มีการคำนวณซับซ้อน2.คอมพิวเตอร์เมนเฟรมหรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำขนาดใหญ่ การจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากใช้กับองค์การขนาดใหญ่ เช่น งานธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน การลงทะเบียนและการตรวจสอบผลการเรียนของนักศึกษา เป็นต้น3.มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนากกลาง (Minicomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่าเมนเฟรมแต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ และสามารถรับรองการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายคนในการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น การคำนวณทางด้านวิศวกรรม ทำให้การพัฒนามินิคอมพิวเตอร์เจริญอย่างรวดเร็ว การจองห้องโรงแรม การทำงานด้านบัญชีขององค์การธุรกิจ เป็นต้น4.เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ (Server computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์เครือข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์5.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีผู้นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด ส่งผลให้การพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop computer) เหมาะกับโต๊ะทำงานในสำนักงาน สถานศึกษา และที่บ้าน คอมพิวเตอร์พกพา (Portable computer)เหมาะแก่การพกพาไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ เช่น Notebook computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีน้ำหนักประมาณ 2-4 กิโลกรัม อุปกรณ์ประกอบด้วยแป้นพิมพ์ขนาดมาตราฐาน ปกติจะมีเครื่องอ่านแผ่นดิสก์โดยเฉพาะในปัจจุบันจะมีเครื่องอ่านผ่นซีดีรอมด้วย Subnotebook computer มีน้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัม จะไม่มีเครื่องอ่านแผ่นดิสก์ และจะใช้การ์ดบันทึกสำหรับงานเฉพาะอย่างแทน Laptop computer มีน้ำหนักและขนาดใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค มีน้ำหนักประมาณ 4-7 กิโลกรัม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมาจากน้ำหนักของฮาร์ดดิสก์และจอภาพแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ Hand-held computer อออกแบบขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะอย่างและนิยมใช้สำหรับงานที่มีการเคลื่อนย้าย เช่น การนับจำนวนสินค้า เป็นต้น Palmtop computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้จัดการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ปฏิทินนัดหมายการประชุม ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ การบันทึกสิ่งที่จะต้องทำ เป็นต้น ไม่มีฮาร์ดดิสก์สำหรับบันทึกข้อมูล Pen computer เป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลลงบนหน้าจอ และในบางครั้งอาจใช้ปากกานี้สำหรับเป็นอุปกรณ์เพื่อเลือกการทำงานบนจอภาพ ระบบปากกาหรือ pen system นี้ใช้โปรแกรมพิเศษเฉพาะระบบ และเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถือว่าประสบความสำเร็จ ประเภทที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือ personal digital assistant (PDA) หรือ personal communicator6.คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ฝังในอุปกรณ์ต่าง ๆ นิยมนำมาใช้ทำงานเฉพาะด้านจะทำงานที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของอุปกรณ์นั้น ๆ เช่น เครื่องเลนเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้นองค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 6 ส่วน คือ(1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่นแป้นพิมพ์ เมาส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น(2) ซอฟต์แวร์ (Software) บางครั้งเรียกว่าโปรแกรม หรือชุดคำสั่งวัตถุประสงค์หลักของซอฟต์แวร์ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน คือการประมวลผลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information)(3) ข้อมูลหรือข้อสารสนเทศ (Dataหรือ Information)ในการประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์จะประมวลผลตามข้อมูลหรือข้อสนเทศที่ป้อนเข้าสู่หน่วยรับข้อมูล ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลข ข้อความ รูปภาพ หรือเสียง เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำการประมวลให้ได้สารสนเทศสารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลแล้ว ซึ่งในในบางครั้งสารสนเทศอาจจะเป็นข้อมูลเพื่อการประมวลผลให้ได้ข้อสนเทศอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น คะแนนสอบของนักศึกษาเป็นข้อมูล เมื่อผ่านการตัดเกรด จะได้เกรดเป็นสารสนเทศ และเมื่อนำเกรดนักศึกษาไปคำนวณหาค่าเฉลี่ย เกรดของนักศึกษาจะเป็นข้อมูล และสารสนเทศที่ได้คือเกรดเฉลี่ย (GPA)(4) ผู้ใช้ (User) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องให้ผู้ใช้สั่งงาน(5) กระบวนการทำงาน (Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกัวบคอมพิวเตอร์จำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธภาพ(6) บุคลากรทางสารสนเทศ (Information systems personnel) เป็นส่วนที่สำคัญของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้ใช้ อย่างใกล้ชิดบทบาทและหน้าที่ของบุคลากรทางคอมพิวเตอร์บุคลากรที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันกับลักษณะของงานที่รับผิดชอบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้1. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (Operator)เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเครื่องให้สามารถทำงานได้ตามปกติ หากเกิดปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับระบบจะต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบเพื่อทำการแก้ไข บำรุงรักษาอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้สามารถพร้อมที่จะนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System) และโปรแกรม ประกอบด้วย2.1 นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (systems analyst and designer) ทำหน้าที่ศึกษาและรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียนโปรแกรม (Programmer)2.2 ผู้บริหารฐานข้อมูล
ความหมายของคอมพิวเตอร์หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างหนึ่งที่สามารถรับโปรแกรมและข้อมูล ประมวลผล สื่อสารเคลื่อนย้ายข้อมูลและแสดงผลลัพธ์ได้วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ จะมีขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน1. รับข้อมูล (Input) คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่รับข้อมูลเพื่อนำไปประมวล อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ แป้นพิมพ์ (Keyboard) และเมาส์ (Mouse) เป็นต้น2. ประมวลผล (Process) เมื่อคอมพิวเตอร์รับข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้ว จะทำการประมวลผลตามโปรแกรมหรือคำสั่งที่กำหนด เช่น การคำนวณภาษี การคำนวณเกรดเฉลี่ย เป็นต้น3. แสดงผล (Output) คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากดการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผล อุปกรณ์ทำหน้าที่แสดงที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ จอภาพ (Monitor)และเครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นต้น4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) คอมพิวเตอร์จะทำการจัดเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์เก็บข้อมูล เช่น ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)แผ่นฟลอบปีดิสก์ (Floppy Disk)เป็นต้นคุณสมบัติของคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการดังนี้1. การทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic machine)การจัดเก็บข้อมูลที่บันทึกผ่านทางแป้นพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและสามารถประมวลผลได้ และเมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผลเรียบร้อยแล้วข้อมูลที่เป็นสัญญาณไฟฟ้าจะถูกแปลงกลับให้เป็นรูปแบบที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้2. การทำงานด้วยความเร็วสูง (Speed)เนื่องจากการทำงานของคอมพิวเตอร์เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นการดำเนินงานต่าง ๆ จึงสามารถกระทำได้อย่างรวดเร็ว (มากกว่าพันล้านคำสั่งในหนึ่งวินาที)3. ความถูกต้องแม่นยำเชื่อถือได้ (Accuracy and Reliability)คอมพิวเตอร์จะทำงานตามที่คำสั่งที่มนุษย์เขียนโปรแกรมหรือคำสั่งไว้ ถ้าผู้ใช้ป้อนข้อมูลและชุดคำสั่งมีความถูกต้อง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลก็จะมีความถูกต้องเชื่อถือได้4. การเก็บข้อมูลได้ในปริมาณมาก (Storage)คอมพิวเตอร์ทีหน่วยความจำที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่บันทึกไป ความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะมีหน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าหมื่นล้านตัวอักษร5. การสื่อสารเชื่อมโยงข้อมูล (Communication)คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ และสามารถทำงานที่หลากหลายมากขึ้นกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ระบบเดี่ยว เช่น การนำคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อการสืบค้นประเภทของคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์สามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของขนาดเครื่อง ความเร็วในการประมวลผล และราคาเป็นข้อพิจารณา หลักโดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์เป็น 6 ประเภท ดังนี้ คือ1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุด การใช้งานคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เช่น การพยากรณ์อากาศ การทดสอบทางอวกาศและงานอื่นที่มีการคำนวณซับซ้อน2.คอมพิวเตอร์เมนเฟรมหรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำขนาดใหญ่ การจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมากใช้กับองค์การขนาดใหญ่ เช่น งานธนาคาร การจองตั๋วเครื่องบิน การลงทะเบียนและการตรวจสอบผลการเรียนของนักศึกษา เป็นต้น3.มินิคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ขนากกลาง (Minicomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยกว่าเมนเฟรมแต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ และสามารถรับรองการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายคนในการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น การคำนวณทางด้านวิศวกรรม ทำให้การพัฒนามินิคอมพิวเตอร์เจริญอย่างรวดเร็ว การจองห้องโรงแรม การทำงานด้านบัญชีขององค์การธุรกิจ เป็นต้น4.เซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ (Server computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่สนับสนุนการทำงานของคอมพิวเตอร์เครือข่าย ซึ่งใช้ในการจัดสรรและใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น แฟ้มข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์5.ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีผู้นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด ส่งผลให้การพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop computer) เหมาะกับโต๊ะทำงานในสำนักงาน สถานศึกษา และที่บ้าน คอมพิวเตอร์พกพา (Portable computer)เหมาะแก่การพกพาไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ เช่น Notebook computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีน้ำหนักประมาณ 2-4 กิโลกรัม อุปกรณ์ประกอบด้วยแป้นพิมพ์ขนาดมาตราฐาน ปกติจะมีเครื่องอ่านแผ่นดิสก์โดยเฉพาะในปัจจุบันจะมีเครื่องอ่านผ่นซีดีรอมด้วย Subnotebook computer มีน้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัม จะไม่มีเครื่องอ่านแผ่นดิสก์ และจะใช้การ์ดบันทึกสำหรับงานเฉพาะอย่างแทน Laptop computer มีน้ำหนักและขนาดใหญ่กว่าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค มีน้ำหนักประมาณ 4-7 กิโลกรัม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คมาจากน้ำหนักของฮาร์ดดิสก์และจอภาพแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ Hand-held computer อออกแบบขึ้นเพื่อใช้งานเฉพาะอย่างและนิยมใช้สำหรับงานที่มีการเคลื่อนย้าย เช่น การนับจำนวนสินค้า เป็นต้น Palmtop computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้จัดการเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ปฏิทินนัดหมายการประชุม ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ การบันทึกสิ่งที่จะต้องทำ เป็นต้น ไม่มีฮาร์ดดิสก์สำหรับบันทึกข้อมูล Pen computer เป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลลงบนหน้าจอ และในบางครั้งอาจใช้ปากกานี้สำหรับเป็นอุปกรณ์เพื่อเลือกการทำงานบนจอภาพ ระบบปากกาหรือ pen system นี้ใช้โปรแกรมพิเศษเฉพาะระบบ และเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถือว่าประสบความสำเร็จ ประเภทที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย คือ personal digital assistant (PDA) หรือ personal communicator6.คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded computer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ฝังในอุปกรณ์ต่าง ๆ นิยมนำมาใช้ทำงานเฉพาะด้านจะทำงานที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของอุปกรณ์นั้น ๆ เช่น เครื่องเลนเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้นองค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 6 ส่วน คือ(1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่นแป้นพิมพ์ เมาส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น(2) ซอฟต์แวร์ (Software) บางครั้งเรียกว่าโปรแกรม หรือชุดคำสั่งวัตถุประสงค์หลักของซอฟต์แวร์ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน คือการประมวลผลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information)(3) ข้อมูลหรือข้อสารสนเทศ (Dataหรือ Information)ในการประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์จะประมวลผลตามข้อมูลหรือข้อสนเทศที่ป้อนเข้าสู่หน่วยรับข้อมูล ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลข ข้อความ รูปภาพ หรือเสียง เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำการประมวลให้ได้สารสนเทศสารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลแล้ว ซึ่งในในบางครั้งสารสนเทศอาจจะเป็นข้อมูลเพื่อการประมวลผลให้ได้ข้อสนเทศอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น คะแนนสอบของนักศึกษาเป็นข้อมูล เมื่อผ่านการตัดเกรด จะได้เกรดเป็นสารสนเทศ และเมื่อนำเกรดนักศึกษาไปคำนวณหาค่าเฉลี่ย เกรดของนักศึกษาจะเป็นข้อมูล และสารสนเทศที่ได้คือเกรดเฉลี่ย (GPA)(4) ผู้ใช้ (User) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องให้ผู้ใช้สั่งงาน(5) กระบวนการทำงาน (Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกัวบคอมพิวเตอร์จำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธภาพ(6) บุคลากรทางสารสนเทศ (Information systems personnel) เป็นส่วนที่สำคัญของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้ใช้ อย่างใกล้ชิดบทบาทและหน้าที่ของบุคลากรทางคอมพิวเตอร์บุคลากรที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ มีบทบาทและหน้าที่แตกต่างกันกับลักษณะของงานที่รับผิดชอบ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้1. เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (Operator)เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเครื่องให้สามารถทำงานได้ตามปกติ หากเกิดปัญหาขัดข้องเกี่ยวกับระบบจะต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบเพื่อทำการแก้ไข บำรุงรักษาอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้สามารถพร้อมที่จะนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System) และโปรแกรม ประกอบด้วย2.1 นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (systems analyst and designer) ทำหน้าที่ศึกษาและรวบรวมความต้องการของผู้ใช้ระบบ และทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้ระบบและนักเขียนโปรแกรม (Programmer)2.2 ผู้บริหารฐานข้อมูล
จีบสาว วิธีจีบสาว
จีบสาว วิธีจีบสาว
จีบสาว วิธีจีบสาว : ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจถึงความเชื่อมั่นแห่งความเป็นชายในแบบจีบสาวกันก่อนนะครับ ความเชื่อมั่นเเห่งความเป็นชาย จีบสาว ความเชื่อมั่นเเห่งความเป็นชาย คือ คุณสมบัติที่จีบสาวใช้เป็นพื้นฐานในการจีบสาว ช่วยให้ทั้งการพูด การกระทำและความคิด เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมัน เชื่อมั่นที่จะควบคุมจีบสาวให้เป็นไปตามที่ต้องการบ่อยครั้ง ที่เราเชื่อว่าจะเป็นในสิ่งที่เราจะได้เป็น จีบสาว เราก็ไม่สามารถจะเป็นในสิ่งที่เราจะเป็นได้หากมีความเชื่อว่าจะเป็นไม่ได้ การจีบสาวก็เช่นกัน ถ้าคุณบอกกับตัวเองว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย ชาตินี้คงจีบสาวสวยไม่ได้แล้ว จะเป็นไปได้สูงว่า อาจจะทำไม่ได้เลยจริงๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเชื่อว่า คุณทำได้ จีบสาว เเม้ว่าอาจทำไม่ได้ตั้งแต่เริ่มแรก จีบสาว ทัพคนไหนบอกลูกทัพตัวเองให้ยอมเเพ้ตั้งแต่ยัง จีบสาว
จีบสาว หรอกนะครับมีเเต่ชัยชนะที่เกิดขึ้นก่อนการแข่งขันเท่านั้นที่จะทำให้การทำจีบสาวพบกับความสำเร็จ พลังของความจีบสาวมีอยู่ในทุกคน คุณต้องเริ่มนับหนึ่งให้เร็วที่สุด วิธีจีบสาว อาจจะพลาดในสิ่งที่ต้องการไปเลยก็เป็นได้ เพราะพลังความวิธีจีบสาวของคนทุกคนมีเท่ากัน อยู่ที่ว่าเราจะ จีบสาว อย่ายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบหมดหวัง วิธีจีบสาวมองไปข้างหน้า คุณจะเป็นผู้ที่มีพลังในการจีบสาวที่คุณหมายปองไว้ได้ การที่เดิมนับหนึ่งได้วิธีจีบสาว คุณจะกลายเป็นผู้ชนะที่ประสบความสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง จีบสาวสามารถที่จะเปลี่ยนจากความกลัวให้กลายเป็นความกล้า กล้าที่จะเข้าไปวิธีจีบสาว ไปทักทายและกล้าพอที่จะยอมรับการปฏิเสธจากเธอ จีบสาว คุณคงเคยเห็นเพื่อนของคุณที่เป็นนักกีฬา มักจะมีสาวๆ จีบสาว เเอบปลื้มอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้เขาก็ไม่ได้หน้าตาตีกว่าคุณเรียนก็ไม่ได้เรื่อง วิธีจีบสาว เอาแค่พูดกับเพื่อนๆ จีบสาว ก็ไม่เป็นภาษาคนอยู่เเล้ว แล้วเขาทำยังไงถึงสามารถวิธีจีบสาวปรากฏการณ์นั้นได้ เพราะเพื่อนของคุณมีความเชื่อมั่นสูงนั่นไง จีบสาว
คุณ: จีบสาว ว่าเพื่อนผมที่เป็นนักกีฬาเขามีความเชื่อมั่นสูง ลองคิดดูสิครับว่า การที่จะเป็นวิธีจีบสาว เป็นตัวแทนของโรงเรียน ตัวแทนของใครอีกหลายๆ จีบสาว เพื่อไปสร้าง ชื่อเสียงให้กับสถาบันนั้น การคัดเลือกเพื่อให้ได้วิธีจีบสาวที่สุด มาเป็นตัวแทนเพื่อไปแข่งกีฬา ถือว่าเป็นบททดสอบ วิธีจีบสาว เพื่อให้ผ่านการคัดเลือกเป็นนักกีฬาวิธีจีบสาวโรงเรียน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ท้อกับการฝึกฝนท้อกับการ จีบสาว แล้วก็หยุดความคิดที่จะเป็นตัวเเทนของโรงเรียนไว้เเค่วิธีจีบสาว ตรงกันข้ามกับเพื่อนของคุณไม่มีความ จีบสาว เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือ การได้เป็นตัวแทนของโรงเรียน จีบสาว เขาทำได้การที่เขามีความพยายาม ไม่ย่อท้อ วิธีจีบสาวที่จะเป็นนักกีฬาให้ได้ นั่นเเหละครับคือวิธีจีบสาวเชื่อมั่นที่เขาได้สร้างขึ้นมา ถึงแม้ว่าเพื่อนนักกีฬาของคุณจะไม่หล่อ วิธีจีบสาว คารมก็ไม่ได้เรื่อง แต่สิ่งที่สามารถทำให้เขามีจีบสาวที่ทำให้สาวคอซองทั่วโรงเรียนแอบหลงไหล ก็คือ การมีความพยายามมีวิธีจีบสาวที่จะต้องทำให้ได้ มีความเชื่อมั่นเเละศรัทธาที่จะทำมัน เช่นเดียวกับการจีบสาว ต้องมีความพยายามมีเป้าหมาย และมีความเชื่อมั่น ที่จะต้องวิธีจีบสาวเธอมาเป็นเเฟนให้ได้เมื่อนั้นคุณจะได้เธอมาเป็นแฟนก่อนที่จะได้รู้จักกับเธอ จีบสาว
ในการจีบสาว หากคุณไม่เคยได้รับการปฏิเสธจากเธอเลย จะทำให้คุณวิธีจีบสาวพบกับความสำเร็จในการจีบสาวสวยๆ ก็ได้อย่างแน่นอน เพราะพลังความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นมาได้ ต้องเริ่มจากตัวจีบสาว คณต้องกล้าที่จะเข้าไปวิธีจีบสาวไปทักทายกับเธอ แม้ว่าจะถูกเธอปฏิเสธที่จะสานสัมพันธ์ด้วยก็ตาม วิธีจีบสาวเวลาเริ่มแรก ที่ผมได้ศึกษาทัศนคติในการจีบสาวให้ได้เหมือนอย่างจีบสาว ผมเริ่มวิธีจีบสาวพร้อมกัน 7 คน มีทั้งระดับพริตตี้ ดาวมหาลัย วิธีจีบสาว มีครบทุกระดับเเต่ผลลัพธ์ที่ออกมา คือ ผมไม่สามารถจีบสาวสวยในระดับนั้นติดเลยสักคนเดียว ทำไมเหรอครับ? ผมไม่หล่อ ไม่รวย ไม่เท่ห์ รึป่าว จีบสาว นั่นไม่ใช่ความคิดที่จะสามารถพัฒนาให้คุณกลายไปเป็นจีบสาวได้ แต่เป็นเพราะ พวกเธอยังไม่ดีพอสำหรับผม เธอกลัวที่จะถูกวิธีจีบสาวหากมีโอกาสได้คบกันเป็นเเฟน กลัวที่จะวิธีจีบสาวพบกับความผิดหวัง เพราะความเป็น วิธีจีบสาว ที่ทรงจีบสาว และความกล้าที่พร้อมจะโลดแล่นออกไปหาสาวๆ สวยๆ คนใหม่ได้เสมอ จีบสาว เธอจึงไม่กล้าที่จะคบกับผมด้วยการออกมาปฏิเสธดังกล่าว ถือวิธีจีบสาวโชคร้ายของผู้หญิงเหล่านั้นที่ปฏิเสธที่จะได้รู้จักกับผู้ชายที่มีชีวิตสุดแสนจะคลาสสิก จีบสาว หากต้องการทีจะเพิ่มพลังความเชื่อมั่น อย่ากลัวที่จะออกไปเรียนรู้ จีบสาว
การจีบสาวก็เปรียบเหมือนกับการขายของ คุณต้องพยายามทำให้ลูกค้าซื้อของของคุณให้ได้ วิธีจีบสาว ละถึงจะเรียกลูกค้าให้หันมาซื้อของของคุณ จีบสาว สินค้าให้ลูกค้านั้นสำคัญอย่างยิ่ง ลูกค้าขาจรจะกลายเป็นวิธีจีบสาวประจำได้ ขึ้นอยู่กับการให้บริการในครั้งแรกของคุณ วิธีจีบสาว ครั้งที่สามก็จะตามมา สาวสวยก็เช่นกัน เธอจะติดต่อกับคุณในครั้งต่อไปอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีจีบสาวประทับใจ จากการที่ได้รู้จักกับคุณในครั้งแรก การเข้าไป จีบสาว โดยไม่ลังเล เเละมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ทำ มันจะประสบจีบสาวแน่นอน จะทำให้เธอมีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าวิธีจีบสาวของคุณ จากการได้เสนอขายของให้เธอซื้อด้วยความเชื่อมันว่าเธอจะซื้อ จีบสาว
วิธีจีบสาวความเชื่อมั่นสามารถสร้างได้ทุกที่ วิธีจีบสาว เริ่มจากการพูดคุยกับคนแปลกหน้าอาจจะไม่ใช่วิธีจีบสาวที่คุณหมายตา แต่เป็นคุณผู้หญิงที่วิธีจีบสาวจะเดินผ่านมาขณะที่คุณเดิน จีบสาว สุภาพสตรีที่วิ่งจ็อกกิ้งตามสวนสาธารณะ สาววิธีจีบสาวพื้นๆ ที่ยืนรอรถเมล์ อาจจะเริ่มจากการถามเวลา จีบสาว หรือสถานที่
ผู้หญิงที่หน้าตาดีๆ วิธีจีบสาว คุณต้องไม่สร้างข้ออ้างในการเข้าไปทักทายกับเธอว่า สวยแบบนี้มีแฟนกันวิธีจีบสาว ไม่จริงครับ จากผลที่ยืนยันความเป็นจริงจากผู้หญิงที่จีบสาวไม่ว่าจะเป็นสาวสวยที่เดินอยู่บนห้าง สาวเปรี้ยวที่นั่งวิธีจีบสาวอยู่ในผับ หรือสาวมั่นที่นั่งเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย จีบสาว ของบรรดาสาวสวยเหล่านั้นล้วนแต่ยังไม่มีแฟนกันทั้งนั้น ไม่น้อยเลยใช่มั้ยครับ จีบสาวมักเข้าใจผิดว่าเธอมีเเฟนแล้ว แล้วนำเอาความเข้าใจผิดวิธีจีบสาวมาเป็นข้ออ้าง อ้างว่า พวกหล่อนมีแฟนกันเเล้ว เสียเวลาวิธีจีบสาวเปล่าๆ จีบสาวไปก็ไม่ได้อะไร แล้วก็นำข้ออ้างดังกล่าวออกมาเป็นวิธีจีบสาวของความกลัว กลัวที่จะถูกเธอปฏิเสธ ทำให้ไม่กล้าเข้าไปวิธีจีบสาว ไปทักทายกับเธอ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่มีโอกาสที่จะมีจีบสาวได้
จีบสาว วิธีจีบสาว : วิธีคิดที่ถูกต้องก็คือ คุณต้องคิดว่าคุณเป็นคนที่รวย วิธีจีบสาว ไม่ใช่ร่ำรวย เงินทองมากมาย แต่คุณรวยจีบสาว เป็นคนทีใครเห็นเเล้วก็ต้องหลงในวิธีจีบสาว หัวปักหัวปำ ถ้าคุณสามารถคิดและบอกตัวเองได้อย่างต่อเนื่องแล้วล่ะก็ วันนึงคุณก็จะรู้สึกอย่างที่วิธีจีบสาว และคุณก็จะเป็นอย่างที่คุณคิดไว้จริงๆ ความดิ้นรน จีบสาว
จีบสาว วิธีจีบสาว : ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจถึงความเชื่อมั่นแห่งความเป็นชายในแบบจีบสาวกันก่อนนะครับ ความเชื่อมั่นเเห่งความเป็นชาย จีบสาว ความเชื่อมั่นเเห่งความเป็นชาย คือ คุณสมบัติที่จีบสาวใช้เป็นพื้นฐานในการจีบสาว ช่วยให้ทั้งการพูด การกระทำและความคิด เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมัน เชื่อมั่นที่จะควบคุมจีบสาวให้เป็นไปตามที่ต้องการบ่อยครั้ง ที่เราเชื่อว่าจะเป็นในสิ่งที่เราจะได้เป็น จีบสาว เราก็ไม่สามารถจะเป็นในสิ่งที่เราจะเป็นได้หากมีความเชื่อว่าจะเป็นไม่ได้ การจีบสาวก็เช่นกัน ถ้าคุณบอกกับตัวเองว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย ชาตินี้คงจีบสาวสวยไม่ได้แล้ว จะเป็นไปได้สูงว่า อาจจะทำไม่ได้เลยจริงๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเชื่อว่า คุณทำได้ จีบสาว เเม้ว่าอาจทำไม่ได้ตั้งแต่เริ่มแรก จีบสาว ทัพคนไหนบอกลูกทัพตัวเองให้ยอมเเพ้ตั้งแต่ยัง จีบสาว
จีบสาว หรอกนะครับมีเเต่ชัยชนะที่เกิดขึ้นก่อนการแข่งขันเท่านั้นที่จะทำให้การทำจีบสาวพบกับความสำเร็จ พลังของความจีบสาวมีอยู่ในทุกคน คุณต้องเริ่มนับหนึ่งให้เร็วที่สุด วิธีจีบสาว อาจจะพลาดในสิ่งที่ต้องการไปเลยก็เป็นได้ เพราะพลังความวิธีจีบสาวของคนทุกคนมีเท่ากัน อยู่ที่ว่าเราจะ จีบสาว อย่ายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบหมดหวัง วิธีจีบสาวมองไปข้างหน้า คุณจะเป็นผู้ที่มีพลังในการจีบสาวที่คุณหมายปองไว้ได้ การที่เดิมนับหนึ่งได้วิธีจีบสาว คุณจะกลายเป็นผู้ชนะที่ประสบความสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง จีบสาวสามารถที่จะเปลี่ยนจากความกลัวให้กลายเป็นความกล้า กล้าที่จะเข้าไปวิธีจีบสาว ไปทักทายและกล้าพอที่จะยอมรับการปฏิเสธจากเธอ จีบสาว คุณคงเคยเห็นเพื่อนของคุณที่เป็นนักกีฬา มักจะมีสาวๆ จีบสาว เเอบปลื้มอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้เขาก็ไม่ได้หน้าตาตีกว่าคุณเรียนก็ไม่ได้เรื่อง วิธีจีบสาว เอาแค่พูดกับเพื่อนๆ จีบสาว ก็ไม่เป็นภาษาคนอยู่เเล้ว แล้วเขาทำยังไงถึงสามารถวิธีจีบสาวปรากฏการณ์นั้นได้ เพราะเพื่อนของคุณมีความเชื่อมั่นสูงนั่นไง จีบสาว
คุณ: จีบสาว ว่าเพื่อนผมที่เป็นนักกีฬาเขามีความเชื่อมั่นสูง ลองคิดดูสิครับว่า การที่จะเป็นวิธีจีบสาว เป็นตัวแทนของโรงเรียน ตัวแทนของใครอีกหลายๆ จีบสาว เพื่อไปสร้าง ชื่อเสียงให้กับสถาบันนั้น การคัดเลือกเพื่อให้ได้วิธีจีบสาวที่สุด มาเป็นตัวแทนเพื่อไปแข่งกีฬา ถือว่าเป็นบททดสอบ วิธีจีบสาว เพื่อให้ผ่านการคัดเลือกเป็นนักกีฬาวิธีจีบสาวโรงเรียน มีคนจำนวนไม่น้อยที่ท้อกับการฝึกฝนท้อกับการ จีบสาว แล้วก็หยุดความคิดที่จะเป็นตัวเเทนของโรงเรียนไว้เเค่วิธีจีบสาว ตรงกันข้ามกับเพื่อนของคุณไม่มีความ จีบสาว เป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือ การได้เป็นตัวแทนของโรงเรียน จีบสาว เขาทำได้การที่เขามีความพยายาม ไม่ย่อท้อ วิธีจีบสาวที่จะเป็นนักกีฬาให้ได้ นั่นเเหละครับคือวิธีจีบสาวเชื่อมั่นที่เขาได้สร้างขึ้นมา ถึงแม้ว่าเพื่อนนักกีฬาของคุณจะไม่หล่อ วิธีจีบสาว คารมก็ไม่ได้เรื่อง แต่สิ่งที่สามารถทำให้เขามีจีบสาวที่ทำให้สาวคอซองทั่วโรงเรียนแอบหลงไหล ก็คือ การมีความพยายามมีวิธีจีบสาวที่จะต้องทำให้ได้ มีความเชื่อมั่นเเละศรัทธาที่จะทำมัน เช่นเดียวกับการจีบสาว ต้องมีความพยายามมีเป้าหมาย และมีความเชื่อมั่น ที่จะต้องวิธีจีบสาวเธอมาเป็นเเฟนให้ได้เมื่อนั้นคุณจะได้เธอมาเป็นแฟนก่อนที่จะได้รู้จักกับเธอ จีบสาว
ในการจีบสาว หากคุณไม่เคยได้รับการปฏิเสธจากเธอเลย จะทำให้คุณวิธีจีบสาวพบกับความสำเร็จในการจีบสาวสวยๆ ก็ได้อย่างแน่นอน เพราะพลังความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นมาได้ ต้องเริ่มจากตัวจีบสาว คณต้องกล้าที่จะเข้าไปวิธีจีบสาวไปทักทายกับเธอ แม้ว่าจะถูกเธอปฏิเสธที่จะสานสัมพันธ์ด้วยก็ตาม วิธีจีบสาวเวลาเริ่มแรก ที่ผมได้ศึกษาทัศนคติในการจีบสาวให้ได้เหมือนอย่างจีบสาว ผมเริ่มวิธีจีบสาวพร้อมกัน 7 คน มีทั้งระดับพริตตี้ ดาวมหาลัย วิธีจีบสาว มีครบทุกระดับเเต่ผลลัพธ์ที่ออกมา คือ ผมไม่สามารถจีบสาวสวยในระดับนั้นติดเลยสักคนเดียว ทำไมเหรอครับ? ผมไม่หล่อ ไม่รวย ไม่เท่ห์ รึป่าว จีบสาว นั่นไม่ใช่ความคิดที่จะสามารถพัฒนาให้คุณกลายไปเป็นจีบสาวได้ แต่เป็นเพราะ พวกเธอยังไม่ดีพอสำหรับผม เธอกลัวที่จะถูกวิธีจีบสาวหากมีโอกาสได้คบกันเป็นเเฟน กลัวที่จะวิธีจีบสาวพบกับความผิดหวัง เพราะความเป็น วิธีจีบสาว ที่ทรงจีบสาว และความกล้าที่พร้อมจะโลดแล่นออกไปหาสาวๆ สวยๆ คนใหม่ได้เสมอ จีบสาว เธอจึงไม่กล้าที่จะคบกับผมด้วยการออกมาปฏิเสธดังกล่าว ถือวิธีจีบสาวโชคร้ายของผู้หญิงเหล่านั้นที่ปฏิเสธที่จะได้รู้จักกับผู้ชายที่มีชีวิตสุดแสนจะคลาสสิก จีบสาว หากต้องการทีจะเพิ่มพลังความเชื่อมั่น อย่ากลัวที่จะออกไปเรียนรู้ จีบสาว
การจีบสาวก็เปรียบเหมือนกับการขายของ คุณต้องพยายามทำให้ลูกค้าซื้อของของคุณให้ได้ วิธีจีบสาว ละถึงจะเรียกลูกค้าให้หันมาซื้อของของคุณ จีบสาว สินค้าให้ลูกค้านั้นสำคัญอย่างยิ่ง ลูกค้าขาจรจะกลายเป็นวิธีจีบสาวประจำได้ ขึ้นอยู่กับการให้บริการในครั้งแรกของคุณ วิธีจีบสาว ครั้งที่สามก็จะตามมา สาวสวยก็เช่นกัน เธอจะติดต่อกับคุณในครั้งต่อไปอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีจีบสาวประทับใจ จากการที่ได้รู้จักกับคุณในครั้งแรก การเข้าไป จีบสาว โดยไม่ลังเล เเละมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ทำ มันจะประสบจีบสาวแน่นอน จะทำให้เธอมีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าวิธีจีบสาวของคุณ จากการได้เสนอขายของให้เธอซื้อด้วยความเชื่อมันว่าเธอจะซื้อ จีบสาว
วิธีจีบสาวความเชื่อมั่นสามารถสร้างได้ทุกที่ วิธีจีบสาว เริ่มจากการพูดคุยกับคนแปลกหน้าอาจจะไม่ใช่วิธีจีบสาวที่คุณหมายตา แต่เป็นคุณผู้หญิงที่วิธีจีบสาวจะเดินผ่านมาขณะที่คุณเดิน จีบสาว สุภาพสตรีที่วิ่งจ็อกกิ้งตามสวนสาธารณะ สาววิธีจีบสาวพื้นๆ ที่ยืนรอรถเมล์ อาจจะเริ่มจากการถามเวลา จีบสาว หรือสถานที่
ผู้หญิงที่หน้าตาดีๆ วิธีจีบสาว คุณต้องไม่สร้างข้ออ้างในการเข้าไปทักทายกับเธอว่า สวยแบบนี้มีแฟนกันวิธีจีบสาว ไม่จริงครับ จากผลที่ยืนยันความเป็นจริงจากผู้หญิงที่จีบสาวไม่ว่าจะเป็นสาวสวยที่เดินอยู่บนห้าง สาวเปรี้ยวที่นั่งวิธีจีบสาวอยู่ในผับ หรือสาวมั่นที่นั่งเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย จีบสาว ของบรรดาสาวสวยเหล่านั้นล้วนแต่ยังไม่มีแฟนกันทั้งนั้น ไม่น้อยเลยใช่มั้ยครับ จีบสาวมักเข้าใจผิดว่าเธอมีเเฟนแล้ว แล้วนำเอาความเข้าใจผิดวิธีจีบสาวมาเป็นข้ออ้าง อ้างว่า พวกหล่อนมีแฟนกันเเล้ว เสียเวลาวิธีจีบสาวเปล่าๆ จีบสาวไปก็ไม่ได้อะไร แล้วก็นำข้ออ้างดังกล่าวออกมาเป็นวิธีจีบสาวของความกลัว กลัวที่จะถูกเธอปฏิเสธ ทำให้ไม่กล้าเข้าไปวิธีจีบสาว ไปทักทายกับเธอ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณไม่มีโอกาสที่จะมีจีบสาวได้
จีบสาว วิธีจีบสาว : วิธีคิดที่ถูกต้องก็คือ คุณต้องคิดว่าคุณเป็นคนที่รวย วิธีจีบสาว ไม่ใช่ร่ำรวย เงินทองมากมาย แต่คุณรวยจีบสาว เป็นคนทีใครเห็นเเล้วก็ต้องหลงในวิธีจีบสาว หัวปักหัวปำ ถ้าคุณสามารถคิดและบอกตัวเองได้อย่างต่อเนื่องแล้วล่ะก็ วันนึงคุณก็จะรู้สึกอย่างที่วิธีจีบสาว และคุณก็จะเป็นอย่างที่คุณคิดไว้จริงๆ ความดิ้นรน จีบสาว
เซนเซอร์พิกเซลตอบสนอง
เซนเซอร์พิกเซลตอบสนอง (อังกฤษ: Active pixel sensor: APS) เป็นเซนเซอร์รูปภาพที่ประกอบด้วยวงจรประยุกต์ซึ่งบรรจุเซนเซอร์พิกเซลอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละพิกเซลบรรจุตัวตรวจจับรูปภาพและตัวเพิ่มพลังงานไฟฟ้าแบบตอบสนอง มีเซนเซอร์พิกเซลตอบสนองที่ใช้กันอยู่ทั่วไปหลากหลายชนิดเช่น CMOS APS พบได้ในกล้องของโทรศัพท์มือถือหรือกล้องเว็บ หรือDSLR การเซนเซอร์รูปภาพประเภทนี้ใช้ประมวลการ CMOS (และมักพูดกันในชื่อ เซนเซอร์ CMOS) ซึ่งมาใช้แทนที่อุปกรณ์ชาร์จสองขั้ว (CCD) ได้
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)